Productivity คือหัวใจสำคัญในการพัฒนาองค์กร

[เรื่องน่ารู้] Productivity คือหัวใจสำคัญในการพัฒนาองค์กร

องค์กรในทุกภาคส่วนมักประสบปัญหาพนักงานขาด Productivity ในการทำงาน ซึ่งอาจส่งผลให้บริษัทสูญเสียรายได้และความสามารถในการแข่งขันหรือแม้กระทั่งล้มเหลวได้

ผลสำรวจของ Gallup บริษัทที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ของประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า พนักงาน 53% ทำงานเท่าที่จำเป็นโดยใช้ความพยายามให้น้อยที่สุด ซึ่งทำให้บริษัทต่างๆ ต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายในการเลิกจ้างพนักงานกลุ่มนี้รวมเป็นจำนวนเงินสูงถึง 483 - 603 พันล้านดอลลาร์ต่อปีเลยทีเดียว

ในขณะที่ผลสำรวจของ IBM พบว่าพนักงานที่มีประสิทธิภาพสูงทำงานหนักกว่าเกือบสองเท่า (95%) เมื่อเทียบกับพนักงานที่ขาดการมีส่วนร่วมและมีทัศนคติเชิงลบในการทำงาน (55%) ด้วยเหตุนี้ บริษัทที่พนักงานมี Productivity สูงจึงมีแนวโน้มของผลประกอบการที่ดีกว่าบริษัทที่ขาด Productivity ถึง 202%!

นอกจากนี้ ประสิทธิภาพและการมีส่วนร่วมของพนักงานที่เพิ่มขึ้นเพียง 10% ยังส่งผลต่อกำไรที่มากขึ้นถึง 2,400 ดอลลาร์ต่อพนักงานหนึ่งคนต่อปีด้วย ทั้งหมดนี้จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ Productivity กลายเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาองค์กร แต่หลายๆ บริษัทกลับยังไม่เคยรู้ว่าต้องทำอย่างไรเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น

Productivity คืออะไร? ทำไมจึงสำคัญต่อการพัฒนาองค์กร? บทความนี้มีคำตอบ

Productivity คือหัวใจสำคัญในการพัฒนาองค์กร

Productivity คืออะไร?

Productivity หรือผลิตภาพ คือ ตัวชี้วัดความสำเร็จในการบริหารจัดการต้นทุนทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น วัตถุดิบ เวลา และบุคลากร เพื่อสร้างผลกำไรสูงสุดหรือผลผลิตที่ตอบโจทย์ทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณ

Productivity ถูกให้คำนิยามอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรายงานของสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งสหภาพยุโรป (European Productivity Agency: EPA) ในการประชุมที่กรุงโรม (Rome Conference) เมื่อปี ค.ศ.1959 โดยระบุว่า

“Productivity เป็นเรื่องของกระบวนการคิดและทัศนคติในการค้นหาว่า ทําอย่างไรจึงจะสามารถปรับปรุงสิ่งที่มีอยู่ได้อย่างต่อเนื่อง เป็นความเชื่อมั่นว่ามนุษย์สามารถทําวันนี้ให้ดีกว่าเมื่อวานและทำพรุ่งนี้ให้ดีกว่าวันน้ี”

ส่วน Harvard Business Review อธิบายไว้ว่า Productivity จะตอบคำถามที่ว่า “บริษัทของคุณมีความสามารถในการจัดการกองวัตถุดิบ เครื่องจักรจำนวนมาก กองเอกสาร และกลุ่มพนักงานออกมาได้ดีเพียงใด รวมถึงความสามารถในการนำเสนอสินค้าและบริการที่มีประโยชน์”

โดยทั่วไปวิธีการวัด Productivity แบบดั้งเดิมจะคำนวณโดยใช้สูตร:

Productivity = Units of Output/Units of Input

ถ้าคะแนน Output ของพนักงานสูงกว่าคะแนน Input ก็แสดงว่ามี Productivity ในการทำงาน อย่างไรก็ตาม วิธีการคำนวณด้วยสูตรนี้ใช้ไม่ได้กับทุกองค์กร โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่รูปแบบการทำงานมีความหลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น จึงควรพิจารณาตามลักษณะงาน หน้าที่ความรับผิดชอบ เป้าหมายและผลลัพธ์ที่คาดหวังทั้งเชิงคุณภาพและปริมาณ ซึ่งจะต้องวางหลักเกณฑ์ที่แตกต่างกันไปตามตำแหน่งและประเภทของธุรกิจนั้นๆ

ทำไม Productivity จึงสำคัญในการพัฒนาองค์กร

ปัจจุบัน องค์กรส่วนใหญ่เริ่มตระหนักถึงผลประโยชน์ทางธุรกิจมากมายที่จะได้รับจากการมีพนักงานและกระบวนการทำงานที่มี Productivity มากขึ้น ต่อไปนี้คือเหตุผล 6 ประการที่ Productivity ควรถูกกำหนดให้เป็นเป้าหมายในการพัฒนาองค์กรของคุณ

Productivity คือหัวใจสำคัญในการพัฒนาองค์กร
  1. ช่วยลดต้นทุนและสร้างผลกำไรเพิ่มขึ้น

    หนึ่งในวิธีที่บริษัทจะทำกำไรเพิ่มขึ้นได้ คือ การผลิตสินค้าและบริการให้มีต้นทุนที่ถูกลง ซึ่งจะเกิดขึ้นได้เมื่อพนักงานปรับปรุงขั้นตอนการทำงานส่วนบุคคลให้มีประสิทธิภาพ สามารถสร้างผลผลิตได้เท่าเดิมหรือมากขึ้นภายในเวลาที่น้อยลง

  2. สร้างชื่อเสียงและความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกับลูกค้า

    พนักงานที่มี Productivity เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทสามารถส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการได้อย่างมีคุณภาพ ตรงเวลา และเกิดปัญหาน้อยที่สุด ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกับลูกค้า เกิดการส่งต่อความประทับใจด้วยการบอกต่อในเชิงบวก ทำให้บริษัทมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับจนนำไปสู่โอกาสในการสร้างรายได้จากฐานลูกค้าที่มากขึ้น

  3. ใช้ทรัพยากรบุคคลได้เต็มศักยภาพ

    มีบริษัทจำนวนมากที่ไม่สามารถใช้ทรัพยากรบุคคลได้เต็มศักยภาพ การปรับปรุงระบบการทำงานให้ชัดเจนและมีประสิทธิภาพจะช่วยกระจายบทบาทหน้าที่ของพนักงานไม่ให้ซ้อนทับกัน สามารถจัดการงานที่อยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบของตนเองได้อย่างเต็มที่ เพราะการจัดการทรัพยากรบุคคลที่ดีจะช่วยมอบโอกาสในการเพิ่ม Productivity ให้กับองค์กรได้อย่างไม่น่าเชื่อ

  4. สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับพนักงาน

    Productivity ไม่ใช่การทำงานจนดึกดื่นหรือการทำงานให้ได้ปริมาณเยอะๆ เข้าไว้ พนักงานหลายคนใช้เวลาในการทำงานมากเกินไปจนทำให้เกิดความเครียด อ่อนเพลีย หรือหมดไฟในการทำงาน องค์กรที่ให้ความสำคัญกับการทำงานแบบมี Productivity ควรจัดสรรปริมาณงานและความรับผิดชอบให้สอดคล้องกับศักยภาพของพนักงานแต่ละคน เพื่อช่วยให้พนักงานรับมือกับภาระงานได้ดีขึ้น สามารถจัดลำดับความสำคัญและทำงานตามที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นภายในเวลาที่กำหนด ซึ่งจะส่งผลดีกับทั้งนายจ้างและลูกจ้าง เพราะการบริหารจัดการเวลาในการทำงานที่ดีขึ้นจะช่วยให้พนักงานมุ่งความสนใจไปที่การทำงานประจำวันของพวกเขาให้เสร็จได้อย่างมีคุณภาพ และมีเวลาเหลือสำหรับการพักผ่อนและใช้ชีวิตส่วนตัวได้อย่างเต็มที่

  5. สร้างขวัญและกำลังใจให้พนักงาน

    พนักงานหลายคนมองว่าความพยายามสร้าง Productivity ในองค์กรอาจเป็นวิธีการบีบคนให้ออกจากงานมากขึ้น ซึ่งเป็นหน้าที่ขององค์กรที่จะต้องสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับพนักงานว่าการปรับปรุงผลิตภาพในการทำงานมีความสำคัญและเป็นประโยชน์กับพวกเขาอย่างไร เช่น ความเครียดในการทำงานที่ลดลง คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผลประโยชน์ที่จะได้รับจากองค์กร ไม่ว่าจะเป็นโบนัส เงินเดือนที่เพิ่มขึ้น หรือการเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น เป็นต้น เมื่อพนักงานได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสมจากการสร้าง Productivity เพิ่มขึ้นแล้ว ก็จะช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้พนักงานอยากทำงานด้วยความมุ่งมั่นเพื่อองค์กรต่อไป

  6. สร้างการมีส่วนร่วมของพนักงานเพิ่มมากขึ้น

    พนักงานที่มี Productivity จะสามารถจัดระเบียบชีวิตการทำงานจนนำไปสู่ความผูกพันในองค์กรและการมีส่วนร่วมในการทำงานที่เพิ่มขึ้น โดยบริษัทที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของพนักงานมีแนวโน้มที่จะมีผลิตภาพเพิ่มขึ้นอย่างน้อยสองเท่าเมื่อเทียบกับองค์กรที่พนักงานมีส่วนร่วมต่ำ ทั้งนี้ วิธีการหนึ่งที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการเพิ่ม Productivity คือ การอนุญาตให้พนักงานเป็นเจ้าของวิธีจัดการเวลาและบริหารทรัพยากรในการทำงาน ได้ด้วยตัวเอง

Summary

Productivity หรือผลิตภาพ คือ หัวใจสำคัญในการพัฒนาองค์กร เนื่องจากเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จในการบริหารจัดการต้นทุนทรัพยากรทั้งเรื่องวัตถุดิบ เวลา และบุคลากรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อสร้างผลผลิตและผลกำไรสูงสุด

นอกจากนี้ Productivity ยังมีประโยชน์อีกหลายประการ เช่น ช่วยสร้างชื่อเสียงและความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกับลูกค้า บริษัทได้ใช้ทรัพยากรบุคคลอย่างเต็มศักยภาพ ช่วยสร้างคุณภาพชีวิตและขวัญกำลังใจที่ดีให้กับพนักงาน และสร้างการมีส่วนร่วมของพนักงานเพิ่มมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ Productivity จึงเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่มีความสำคัญและเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จที่ทุกองค์กรไม่ควรมองข้าม