สัญญาณเตือนภาวะ Burnout หาให้เจอก่อนพนักงานหมดไฟ!

สัญญาณเตือนภาวะ Burnout หาให้เจอก่อนพนักงานหมดไฟ

Burnout Syndrome หรือ ภาวะหมดไฟ กลายเป็นคำที่ได้ยินหนาหูมากขึ้นในยุคนี้ หันไปทางไหนก็เจอแต่คนหมดไฟราวกับว่าอาการนี้เป็นโรคที่ติดต่อกันได้ คนที่เจอกับอาการหมดไฟจะอยู่ในภาวะที่รู้สึกเหนื่อยล้าทางอารมณ์ ร่างกาย และจิตใจซึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอาการหมดไฟกว่า 90% มาจากการทำงาน

เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวคุณรวมถึงเพื่อนร่วมงานของคุณต้องเจอกับอาการ Burnout บทความนี้จะชวนคุณมาทำความรู้จักกับภาวะหมดไฟ เข้าใจสาเหตุ เช็กอาการ และหาทางแก้ไปพร้อมกัน

ภาวะ Burnout คืออะไร?

คำศัพท์นี้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 1970 โดย Herbert Freudenberger นักจิตวิทยาสังคมชาวเยอรมันเป็นผู้ศึกษาปรากฏการณ์นี้และพบว่า ในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังรุ่งเรืองมีบริษัทและห้างร้านเกิดใหม่จำนวนมากซึ่งอาจมีผู้บริหารประสบการณ์น้อยเป็นส่วนใหญ่ ส่งผลให้บริหารงานและวางระบบการทำงานได้ไม่ดีพอ ผลตอบแทนไม่คุ้มค่า สวัสดิการไม่ตอบโจทย์ พนักงานเผชิญกับแรงกดดันสูง ทำให้เกิดภาวะ Burnout และพากันลาออกเป็นจำนวนมาก

สัญญาณเตือนภาวะ Burnout หาให้เจอก่อนพนักงานหมดไฟ!

ในยุคนี้จะพบว่าคนเจเนอเรชันใหม่เกิดภาวะหมดไฟกันมากขึ้น เนื่องจากค่านิยมในยุคปัจจุบันที่แข่งขันกันประสบความสำเร็จ อีกทั้งสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่บีบบังคับประกอบกับความเครียดจากตัวงานและสังคมที่เต็มไปด้วยการเปรียบเทียบความสำเร็จกับคนรอบข้าง ทำให้หลายๆ คนเบื่อกับชีวิตและรู้สึกแย่กับงาน กลายเป็นความเครียดสะสมจนรู้สึกหมดหวังและไม่อยากทำอะไร

หากปล่อยให้ตัวเองอยู่กับความรู้สึกนี้ไปนานๆ อาจนำไปสู่อาการซึมเศร้าได้!

สาเหตุของภาวะ Burnout

อาการหมดไฟที่ว่านี้มาจากหลายสาเหตุ เช่น การทำงาน การใช้ชีวิต และสาเหตุเฉพาะบุคคล ซึ่งในบทความนี้เราขอหยิบสาเหตุการ Burnout จากงานขึ้นมาอธิบาย เริ่มด้วยคำกล่าวของ Herbert Freudenberger นักจิตวิทยาสังคมชาวเยอรมันที่ว่า ภาวะหมดไฟในการทำงานมักมาจากความรู้สึกพึงพอใจในการทำงาน (Job Satisfaction) ที่ลดลง เนื่องจากความพึงพอใจในการทำงานของมนุษย์ขึ้นอยู่กับปัจจัย 2 ข้อ ได้แก่

  1. แรงจูงใจ (Motivation)

    สิ่งนี้เป็นแรงกระตุ้นสำคัญที่ทำให้คนมีความสุขกับชีวิตและงาน หากงานที่ทำอยู่มีแรงจูงใจที่มากพอ เช่น ความท้าทายในงาน ความสำเร็จในงาน โอกาสในการก้าวหน้า การได้รับการยกย่อง ทีมเวิร์กที่ดี และคุณค่าของงานที่ทำ เป็นต้น

  2. ปัจจัยค้ำจุน (Hygiene)

    ปัจจัยค้ำจุน หมายถึง ปัจจัยภายนอกที่ทำให้พึงพอใจในงาน เช่น สวัสดิการ ค่าตอบแทน ระบบการทำงาน สิ่งอำนวยความสะดวก สภาพแวดล้อม ความสัมพันธ์กับคนในองค์กร และการมี Work Life Balance เป็นต้น

หากขาดสองข้อนี้ไปหรือมองเห็นคนอื่นๆ ที่ได้ปัจจัยทั้งสองส่วนที่ดีกว่าก็จะส่งผลกับความสุขและความพึงพอใจในการทำงานจนนำไปสู่อาการหมดไฟนั่นเอง

5 สัญญาณเตือน Burnout Syndrome

ก่อนที่จะสายเกินไป Cigna อยากชวนทุกคนมาสังเกตเพื่อนร่วมงานพร้อมกับรีเช็กตัวเองว่ากำลังมีภาวะหมดไฟอยู่หรือเปล่า? Burnout Syndrome อาจมีอาการคล้ายกับภาวะโรคซึมเศร้าแต่ยังไม่มีใครระบุอาการเอาไว้ชัดเจน เนื่องจากภาวะหมดไฟเป็นอาการที่เกิดขึ้นกับ “จิตใจ” เป็นหลัก อาการที่แสดงออกมาจึงแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล โดยคุณสามารถสังเกตอาการเบื้องต้นได้ ดังนี้

  1. ประสิทธิภาพของงานลดลง

    คนที่เคยทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพแต่พักหลังกลับทำงานได้ช้าลง ขาดสมาธิในการทำงาน ทำงานได้ไม่เสร็จตรงตามกำหนด เกิดความผิดพลาดขึ้นบ่อยครั้งจนผิดปกติ แถมยังต้องเอางานกลับไปทำที่บ้านบ่อยๆ นั่นอาจเกิดจากปริมาณงานที่มากเกินไป ทำให้พนักงานคนนั้นต้องทำงานอยู่ตลอดจนไม่มีเวลาได้พักผ่อน ส่งผลให้งานที่เคยชอบและเคยทำได้ดีกลายเป็นสิ่งที่เขาไม่ชอบหรือทำได้ไม่ดีเท่าเดิมจนนำไปสู่ภาวะหมดไฟนั่นเอง

  2. ดูหม่นหมองอยู่ตลอดเวลา

    หากพนักงานของคุณดูหน้าตาหม่นหมอง อ่อนเพลียเหนื่อยล้า ไม่กระตือรือร้น และขาดชีวิตชีวาไม่สดใสเหมือนก่อน อาจมีสาเหตุมาจากความเครียดในเรื่องต่างๆ ทั้งเรื่องงานและชีวิตส่วนตัว นอกจากนี้ การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอก็ส่งผลต่อร่างกายได้อีกด้วย เมื่อตกอยู่ในสภาวะนี้เป็นเวลานานก็สามารถ Burnout ได้เช่นกัน

  3. ไม่กล้าเสนอความคิดเห็นอะไร

    เมื่อสังเกตดีๆ จะพบว่า การงดออกความคิดเห็นเป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือนของอาการหมดไฟ พนักงานบางคนอาจเคยเป็นเด็กรุ่นใหม่ไฟแรงที่มีไอเดียใหม่ๆ มากมาย แต่อยู่มาวันหนึ่งกลับไม่พูดหรือไม่เสนออะไรอีกต่อไป นั่นอาจเป็นเพราะว่าความคิดเห็นของเขาไม่เคยถูกรับฟัง

    หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นบ่อยๆ อาจลด Self-Esteem ของพนักงานลงได้ซึ่งจะนำไปสู่ความรู้สึกสิ้นหวังและคิดว่าตัวเองไร้คุณค่า ไม่สามารถพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงอะไรในองค์กรได้ จนกลายเป็นคนที่ไม่เสนอไอเดียอะไรอีกต่อไป

สัญญาณเตือนภาวะ Burnout หาให้เจอก่อนพนักงานหมดไฟ!
  1. แยกตัวและมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างลดลง

    ผู้ที่เกิดความรู้สึก Burnout จากการทำงานมักไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับคนที่ทำงานไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน ลูกน้อง หรือหัวหน้างาน เนื่องจากความรู้สึกที่ไม่ดีต่องานจะส่งผลให้รู้สึกไม่ดีกับคนอื่นๆ ในองค์กรด้วยจนไม่อยากสุงสิงกับใคร แต่ข้อนี้ควรระวังให้ดีเพราะต้องแยกให้ออกระหว่างอาการ Burnout กับคน Introvert ด้วย

  2. ดูไม่มีความสุขตลอดเวลา

    ข้อนี้เป็นสัญญาณขั้นร้ายแรงที่สุดเพราะอาการ Burnout ส่งผลถึงความสุขและความพึงพอใจในชีวิตของตัวเอง จนทำให้พนักงานไม่ใช่แค่ไม่มีความสุขในการทำงาน แต่ลุกลามไปถึงความสุขในชีวิตประจำวันด้วย

แก้ Burnout ก่อนสาย แก้ได้ด้วยตัวเอง

ไม่มีอะไรจะทำร้ายเราได้เท่ากับเราทำตัวของเราเอง อาการ Burnout เริ่มต้นแก้ไขได้ด้วยตัวเอง สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ เข้าใจตนเองก่อนว่าเรากำลังอยู่ในภาวะ Burnout จากสาเหตุใดบ้าง? จากนั้นปรับ Mindset ทำความเข้าใจตัวเองด้วยการมองว่า ความเครียดจากงานไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่ก็ไม่ควรเอามาใส่ใจมากเกินไป จากนั้นค่อยๆ ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่างๆ ในชีวิตเพื่อปรับสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงาน

ป้องกันอาการ Burnout ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเอง

  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
  • ลาพักร้อนเพื่อพักผ่อนจากการทำงานบ้าง
  • เปลี่ยนสภาวะแวดล้อมในที่ทำงานใหม่
  • ออกกำลังกายลดความเครียดและเพิ่มฮอร์โมนความสุข
  • หากิจกรรมที่ชอบมาทำเพื่อให้รู้สึกว่าชีวิตยังมีอะไรมากกว่างาน
  • ลดการใช้ Social Media เพื่อลดความกดดันตัวเอง
  • แยกเวลางานออกจากชีวิตส่วนตัว (หากทำไม่ได้ ให้จัดตารางให้สมดุล)
  • หาทักษะใหม่ๆ เพิ่มความภูมิใจในตัวเอง
  • พูดคุยกับคนในองค์กรอย่างตรงไปตรงมา เช่น การบอกปัญหากับหัวหน้าหรือฝ่ายบุคคล

องค์กรสามารถลดอัตรา Burnout Syndrome ได้อย่างไรบ้าง?

การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

ในอีกมุมหนึ่ง หากคุณอยู่ในฐานะหัวหน้า นายจ้าง หรือฝ่ายบุคคลก็สามารถยื่นมือเข้าไปช่วยได้เช่นกัน เพราะบางเรื่องก็อาจอยู่เหนือการควบคุมของตัวพนักงานเอง เช่น สาเหตุจากระบบการทำงาน สังคมที่ทำงาน สวัสดิการ ระยะเวลา และปริมาณของงาน

หากคุณสังเกตอาการพนักงานแล้วพบว่า พนักงานของคุณมีแนวโน้มที่จะ Burnout สิ่งที่เราสามารถทำได้ก็คือ พูดคุยสอบถามเพื่อหาสาเหตุอาการหมดไฟของพนักงานให้เจอและช่วยกันแก้ไขก่อนที่พนักงานจะหมดใจไปพร้อมกับหมดไฟ

สิ่งสำคัญในการพูดคุยกับพนักงานที่มีแววจะ Burnout คือ “การเปิดใจรับฟัง” พูดคุยกันอย่างเปิดใจตรงไปตรงมา ไร้อคติ และไม่ตัดสิน เพื่อให้การค้นหาสาเหตุเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่หากคุณกังวลว่าพนักงานจะรู้สึกเกร็งและไม่กล้าพูดตรงๆ สามารถให้ฝ่าย HR เป็นตัวกลางเข้าไปพูดคุยได้ เมื่อพบสาเหตุที่ทำให้พนักงานหมดไฟแล้วก็ค่อยๆ แก้ไขกันไปทีละประเด็น

การแก้ปัญหาระยะยาว

อาการ Burnout อาจไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะกับตัวบุคคลแต่อาจมีปัจจัยอื่นๆ ทั้งจากองค์กร ระบบการทำงาน และคนทำงานที่ส่งผลให้เกิดอาการเหล่านี้ ดังนั้น หากคุณตั้งใจที่จะแก้ปัญหาและป้องกันการหมดไฟในระยะยาว คุณต้องถอยออกมาหนึ่งก้าวและกล้าที่จะปรับระบบการทำงานให้ดีต่อสุขภาพใจของพนักงาน

  1. ทำงานอย่างชาญฉลาด

    ในปัจจุบัน มีเครื่องมือและเทคโนโลยีมากมายที่เข้ามาเป็นตัวช่วยให้การทำงานของเราง่ายขึ้น มีประสิทธิภาพขึ้น ลดเวลาการทำงานและปริมาณงานที่ซ้ำซ้อนให้น้อยลง แถมยังช่วยทำงานบางส่วนแทนคนได้อีกด้วย ดังนั้น อย่าลืมนำเทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักร โปรแกรม หรือแอปพลิเคชันเข้ามาปรับใช้ในองค์กร

  2. ให้งานในปริมาณที่เหมาะสมกับพนักงาน

    พนักงานแต่ละคนอาจรับผิดชอบงานได้ไม่เท่ากัน นอกจากนี้ ความยากง่ายในเนื้องานของแต่ละคนก็แตกต่างกัน ดังนั้น ให้งานในปริมาณที่พอดีกับแต่ละคน หากมีเสียงจากคนในทีมว่าจำนวนคนไม่สัมพันธ์กับปริมาณงาน คุณก็จำเป็นจะต้องสรรหาทรัพยากรบุคคลมาเพิ่ม

  3. ออฟไลน์ตามเวลา

    The Conference Board ทำสถิติสำรวจออกมาพบว่า 53% ของชาวอเมริกันไม่มีความสุขในการทำงานเนื่องจากการทำงานเกินเวลาและถูกรบกวนนอกเวลางาน ด้วยเหตุนี้ การไม่รบกวนพนักงานนอกเวลางานจึงถือเป็นการเคารพสิทธิส่วนบุคคลของพนักงาน นอกจากนี้ ยังช่วยให้พนักงานรู้สึกดีกับองค์กรและมีเวลาให้กับตัวเองอีกด้วย ดังนั้น เจ้านายจึงควรปล่อยให้พนักงานได้ออฟไลน์จากงาน งดพูดคุยหรือตามงานนอกเวลางานเพื่อป้องกันพนักงานหมดไฟ

  4. มีพื้นที่ให้ผ่อนคลาย

    การจัดหาพื้นที่ กิจกรรม หรือเวลาให้พนักงานได้ผ่อนคลายจะช่วยลดความเครียด ความกังวลและความกดดันจากการทำงานลงได้ พร้อมสร้างบรรยากาศดีๆ ให้กับที่ทำงาน หาเวลาให้ทุกคนได้พักผ่อนและทำให้เป็นวัฒนธรรมองค์กรซึ่งจะส่งผลดีในระยะยาว

สัญญาณเตือนภาวะ Burnout หาให้เจอก่อนพนักงานหมดไฟ!
  1. สวัสดิการที่ตอบโจทย์

    อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้พนักงานหมดไฟได้ง่าย คือ สวัสดิการตอบแทนไม่คุ้มค่ากับการลงแรงทำงานหนัก ดังนั้น การที่บริษัทมีสวัสดิการดีๆ เพื่อตอบแทนพนักงานก็เป็นอีกหนึ่งข้อที่จะช่วยซัพพอร์ตพนักงานได้ ผลการจัดอันดับสวัสดิการที่พนักงานต้องการจากบริษัทมากที่สุดก็คือสวัสดิการด้านสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสุขภาพประจำปี การตรวจสุขภาพจิต หรือประกันสุขภาพก็ตาม

    ดังนั้น หากผู้บริหารหรือ HR กำลังมองหาสวัสดิการประกันกลุ่มที่คุ้มค่าสำหรับพนักงาน อ่านรายละเอียดเพิ่มเกี่ยวกับแผนประกันกลุ่มของ Cigna ได้ที่นี่ หรือติดต่อฝ่ายขายองค์กรได้ที่ THHealthSales@cigna.com

สรุป

อาการ Burnout หรือ ภาวะหมดไฟ เป็นอาการที่เกิดขึ้นกับคนจำนวนไม่น้อยในยุคปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าอัตราการลาออกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยเหตุผลที่ว่ารู้สึกหมดไฟ คนที่เผชิญกับภาวะหมดไฟจะมีความรู้สึกที่เรียกว่า หมดแพชชั่น เบื่อหน่าย หมดไฟ หมดกำลังใจ และไม่พึงพอใจกับงานที่ทำ

เรื่องนี้ถือเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องช่วยกันแก้ไข เพราะหากปล่อยให้คนเหล่านั้นอยู่ในสภาวะหมดไฟเป็นเวลานานอาจนำไปสู่การเป็นโรคซึมเศร้าและส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันได้

ในฐานะองค์กรก็สามารถช่วยพนักงานไม่ให้ไปถึงจุดที่หมดไฟได้ด้วยการหมั่นสังเกตอาการและพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา นอกจากจะช่วยแก้ไขปัญหาระดับบุคคลภายในองค์กรได้แล้ว ยังช่วยป้องกันภาวะหมดไฟได้ในระยะยาวอีกด้วย