TH Thai

20 สถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลก ที่ต้องไปเยือนซักครั้งในชีวิต

20 สถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลก ที่ต้องไปเยือนซักครั้งในชีวิต

20 สถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลก ที่ต้องไปเยือนซักครั้งในชีวิต ตอนที่ 1

มองหาเรื่องมหัศจรรย์ให้ชีวิต ด้วยสถานที่ที่ทำให้ชีวิตคุณรู้สึกถึงความมหัศจรรย์กันดีกว่า ด้วย 5 สถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลก สุดจินตนาการ ที่เราเก็บข้อมูลมาฝาก เผื่อเป็นแรงบันดาลใจให้เพื่อนๆ ได้ออกเดินทางไปพบกับความมหัศจรรย์ของชีวิตกันซักครั้ง
 

The Wave - Arizona

สวรรค์ของนักถ่ายภาพที่ธรรมชาติสร้างให้แห่งนี้ ชื่อว่า “The Wave” ซึ่งตั้งอยู่กลางทะเลทรายบริเวณพรมแดนระหว่างรัฐ Utah และ Arizona เห็นสีสันสะดุดตาแบบนี้ แท้ที่จริงแล้ว The Wave คือเขาหินทรายที่ถูกกัดกร่อนจากแรงลม ทำให้ดูเหมือนเป็นเกลียวคลื่นสีเหลืองส้มสุดร้อนแรงค่ะ

 

 

The wave มีสเน่ห์ด้วยเชฟแปลกตาของเนินเขาหินทรายที่ถูกกัดกร่อนเป็นเกลียวคลื่นสีเหลืองส้ม ด้วยสีสันที่จัดจ้านตัดกับท้องฟ้าใสๆนี่เองที่ทำให้นักท่องเที่ยวที่ไปเยือนต้องหลงเสน่ห์ แต่การจะได้เข้าไปยลโฉมนั้นมันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีการจำกัดการออกใบอนุญาตให้เข้าชม (Hiking Permit) เพียง 20 คนต่อวันเท่านั้น เดี๋ยวเราจะบอกรายละเอียดไว้ด้านล่างนะจ๊ะ นอกจากนั้นการเดินทางเข้าไปชมโฉมหินเกลียวคลื่นแห่งนี้ ต้องอาศัยการเดินเท้าผ่านทะเลทรายซึ่งมีระยะทางไปกลับกว่า 10 กม. เชียวล่ะ แต่ถึงกระนั้น ก็ยังคงมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่รักการถ่ายภาพ ใฝ่ฝันจะมาทริปนี้ซักครั้งในชีวิต
เสน่ห์ของ The wave คงจะอยู่ที่ความงามและความยากนี่เอง จริงไหมคะ?
The Wave เหมาะมากที่จะไปในช่วงปลายเดือนเมษายน ถึง ต้นมิถุนายน และช่วงปลายกันยายนถึงต้นพฤศจิกายน ซึ่งเป็นฤดูร้อนมีแสงเจิดจ้าจากพระอาทิตย์เป็นตัวช่วย เหมาะกับการได้ภาพสวยๆค่ะ ขอให้จินตนาการถึงเกลียวคลื่นจัดจ้านบนบก ตัดกับท้องฟ้าสวยสดของฤดูร้อนดูสิคะ สวยสะพรึงลืมทุกสิ่งกันเลยล่ะค่ะ
เริ่มอยากจะจัดกระเป๋า สะพายกล้อง ออกเดินทางฝ่าทะเลทรายมาที่นี่กันแล้วใช่ไหม งั้นลุยเลยค่ะ

การขอใบอนุญาตเข้าชม The Wave Hiking Permit Bureau of Land Manage (BLM) เป็นหน่วยงานที่ออก Permit สำหรับการเข้าชม The Wave ซึ่งถูกจำกัดไว้ที่ 20 คนต่อวัน โดย Permit จะมีการออกให้ผ่านทาง 2 ระบบ ดังนี้

  • Lottery System: Permit สำหรับ 10 คนจะถูกออกให้ล่วงหน้า 3 เดือนจากวันเดินทาง โดยผู้สนใจสามารถสมัครได้ ที่นี่
  • Walk-In: Permit ที่เหลือสำหรับวันรุ่งขึ้นอีก 10 คน จะถูกกันไว้ให้คนที่มายื่นใบสมัครที่ BLM office ที่เมือง Kanab (745 E. Highway 89, Kanab, UT, 84741) โดยผู้สมัครต้องมายื่นใบสมัครก่อน 9 โมงเช้า ในบางครั้งอาจเป็นไปได้ที่มีคนสละสิทธิ์ (ตรวจสอบ) แต่คาดว่าโอกาสจะเกิดยากมากค่ะ
 

 

 

Mount Roraima – Venezuela

มาฉีกกฏภูเขาสูงในความทรงจำของคนส่วนใหญ่ด้วยภูเขายอดตัดเหมือนโต๊ะ ที่ชื่อว่า โรไรมากันค่ะ จะดีแค่ไหนถ้ายอดภูเขาสูงเสียดฟ้า จะมีพื้นที่ราบกว้างขวางให้เราวิ่ง เดิน กระโดดโลดเต้น เซลฟี่ได้ทุกท่วงท่า ชนิดไม่ต้องกลัวร่วง หรือแม้จะนอนชมปุยเมฆลอยผ่านชิลๆ บนยอดเขาก็ยังได้ ทุกสิ่งที่ว่ามา เกิดขึ้นได้บนยอดเขาโรไรมาแห่งนี้ค่ะ

โรไรมา เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของเทือกเขาปากาไรมา ตั้งอยู่ในเมืองไรโรมาของประเทศบราซิล ในอเมริกาใต้ บนพรมแดนที่เชื่อมต่อระหว่าง 3 ประเทศ คือ เวเนซุเอลา บราซิล และกายอานา โดดเด่นโด่งดังด้วยลักษณะของยอดเขาที่แบนเรียบราวกับพื้นโต๊ะ มีพื้นที่ 31 ตารางกิโลเมตร และล้อมรอบด้วยผาแนวดิ่งสูง 400 เมตรทุกด้าน ถูกค้นพบครั้งแรกโดย เซอร์ วอลเตอร์ ลาเล่ย์ นักสำรวจชาวอังกฤษเมื่อ พ.ศ. 2139 และนับเป็นภูเขาที่เป็นหนึ่งในสิ่งสุดอัศจรรย์แห่งดินแดนอเมริกาใต้ ที่นักท่องเที่ยวผู้รักการปีนเขาไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง
เขายอดแบนรูปโต๊ะสูงเสียดฟ้าแห่งนี้ เกิดจากก่อตัวทางธรณีวิทยาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก เป็นลักษณะเฉพาะของภูเขาซึ่งเกิดจากชั้นหินหลายชนิด ที่มีความคงทนต่อการกัดเซาะผุพังไม่เท่ากัน เรียงตัวซ้อนกันในแนวราบ การสึกกร่อนของหิน ทำให้ไหล่เขาชันขึ้นไปตามความสูง แต่ยอดเขาจะมีลักษณะแนวราบคล้ายโต๊ะ และมีดินเพียงนิดเดียวเท่านั้นบนยอดเขาเนื่องจากถูกน้ำฝนชะล้างไปหมด
เมาท์ โรไรมา จะสวยมหัศจรรย์ขึ้นไปอีก เมื่อถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอก ที่จะทำให้นักท่องเที่ยวที่ได้สัมผัสบนจุดนั้น รู้สึกราวกับว่ากำลังล่องลอยอยู่ในดินแดนแห่งความฝันเชียวล่ะค่ะ
อยากรู้ว่าความรู้สึกแบบนั้นมันดี๊ดีแค่ไหน ออกเดินทางไปสัมผัสความมหัศจรรย์ที่ท้าทายนี้ด้วยตัวเองกันเถอะ!

 
 

Eilean Donan Castle - Scotland

ไปสัมผัสความรู้สึกเหมือนอยู่ในเทพนิยาย ด้วยการไปเที่ยวปราสาทเล็กๆ กันซักครั้งดีไหม?
Eilean Donan Castle เป็นปราสาทเล็กๆ ในสกอตแลนด์ ตั้งอยู่บนเกาะเล็กๆ ตรงจุดที่ทะเลสาบ 3 แห่ง มาบรรจบกัน โดยมีสะพานหินขนาดใหญ่เชื่อมระหว่างตัวปราสาทและริมฝั่ง ซึ่งให้ทัศนียภาพที่สวยสงบงดงามเป็นที่สุด
Eilean Donan Castle ถูกสร้างขึ้นเมื่อหลายร้อยปีก่อนค่ะ แต่ตัวปราสาทที่เห็นในปัจจุบันนั้นได้รับการสร้างขึ้นมาใหม่นะคะ เนื่องจากปราสาทเดิมถูกทำลายลง แต่ยังคงความคลาสสิกไว้เช่นเดิมทุกประการ

ถึงแม้ปราสาทแห่งนี้ จะมีขนาดเล็กหากเทียบกับปราสาทอื่นๆ ในสกอตแลนด์ แต่จุดเด่นของที่นี่ไม่น้อยหน้าปราสาทงามๆ หลังอื่นๆ แน่นอนค่ะ เพราะที่ตั้งของปราสาทแห่งนี้โดดเด่น เป็นเอกลักษณ์ บรรยากาศรอบๆ ปราสาทก็เงียบสงบและสวยงามมาก ทำให้ Eilean Donan เป็นหนึ่งในปราสาทที่สวยงามและถูกถ่ายรูปมากที่สุดในสกอตแลนด์เชียวนะคะ ที่สำคัญที่นี่ยังได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในปราสาทที่สวยงามมากแห่งหนึ่งของโลก จนถูกนำไปใช้เป็นฉากในหนังเรื่อง Highlander และ James Bond ภาค “The World Is Not Enough” อีกด้วย
ใครอยากมีประสบการณ์ที่ใกล้เคียงกับเทพนิยายในวัยเด็ก ปราสาทเล็กๆ แห่งนี้จะตอบโจทย์จินตนาการของคุณได้ รับรองว่า ปราสาทเล็กๆ แห่งนี้ จะเก็บเกี่ยวความทรงจำยิ่งใหญ่ให้กับคุณแน่นอนค่ะ

เวลาให้บริการ
1 มีนาคม – 31 ตุลาคม ทุกวันเวลา 10.00 – 18.00 (Last Admission 17.00)
หมายเหตุ: เวลาอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้เล็กน้อยในบางวัน
การซื้อตั๋ว: สามารถซื้อตั๋วได้ที่หน้าทางเข้าปราสาท
เว็บไซต์: http://www.eileandonancastle.com

 

 

 

Capilano Suspension Bridge - Canada

สะพานแขวนคาพิลาโน หนึ่งในสถานที่ท้าทายที่ทำให้คุณเห็นผืนป่าอันลึกลับจากมุมมองที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
สะพานแขวนคาพิลาโน่เป็นหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา ที่พาดผ่านท่ามกลางยอดต้นไม้ที่อยู่รอบตัว ด้วยความยาว 450 ฟุต (137 เมตร) และอยู่สูงเหนือแม่น้ำคาพิลาโน 230 ฟุต (70 เมตร)

เห็นเป็นสะพานสวยๆ แข็งแรงและโมเดิร์นแบบนี้ แต่ครั้งหนึ่งเมื่อเริ่มแรกนั้น สะพานที่นี่มีโครงสร้างที่ไม่มั่นคงค่ะ โดย ทำมาจากแผ่นกระดานไม้สนและเชือกปอ ซึ่งสร้างขึ้นในปี 1889 โดยวิศวกรโยธาชาวสก็อตแลนด์ชื่อ จอร์จ แกรนท์ แม็คเคย์ เพื่อทำทางเดินเชื่อมไปยังป่า ต่อจากนั้น เชือกปอที่ใช้ก็ถูกเปลี่ยนมาใช้สายเคเบิลเหล็กแทน มีความแข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักของคนมากกว่า 1,300 คนได้ และได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสุดขึ้นชื่อของแวนคูเวอร์ในเวลาต่อมา
สะพานแห่งนี้โดดเด่นด้วยทิวทัศน์รอบด้านซึ่งเป็นป่าสูง เขียวชะอุ่ม และสวยงามชนิดที่จินตนาการได้ยาก นอกจากจะได้ไปสัมผัสเท่านั้น คุณจะได้เดินไปตามเส้นทางเดินป่าอันประกอบด้วยคลิฟวอร์คที่เป็นทางเดินริมหน้าผา ซึ่งเป็นจุดท่องเที่ยวแห่งใหม่ล่าสุดของที่นี่ สะพานแขวนนี้ยื่นออกมาจากหน้าผาแกรนิตและพาคุณเชื่อมต่อไปยังเขตป่าฝน ซึ่งตรงนี้จะมองเห็นทิวทัศน์ของหุบเขาลึกจากเบื้องบนได้ แค่คิดก็ตื่นตาตื่นใจแล้วใช่ไหมล่ะ
แถมบางจุดของทางเดิน ช่วงที่เป็นจุดที่สูงที่สุด ยังถูกบุด้วยแผ่นกระจกใสเพื่อให้นักท่องเที่ยวมองเห็นยอดของต้นไม้ที่อยู่ใต้เท้าลงไปเพียงไม่กี่นิ้ว นอกจากนั้นคุณยังมีโอกาสได้มีส่วนร่วมทัวร์ป่าฝนไปกับไกด์ เพื่อจะได้เรียนรู้ว่าคนท้องถิ่นในแถบนี้มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับป่าอย่างไร
ทั้งหมดที่เล่ามา การันตีว่าสถานที่แห่งนี้ ควรจะเป็นที่ๆ คุณน่าจะไปให้ได้ซักครั้งในชีวิตนะคะ

 
 

Carrera Lake - Argentina

ใครเบื่อน้ำเค็มๆ อย่างทะเล งั้นเรามีทะเลสาบแห่งหนึ่งให้คุณไปค่ะ ที่ๆ คุณจะลืมน้ำทะเลสวยๆ ใสๆ หาดทรายขาวๆ ไปชั่วขณะหนึ่ง เพราะทะเลสาบ Carrera แห่งนี้ มีถ้ำมหัศจรรย์ที่คุณจะตื่นตาตื่นใจซ่อนอยู่
และถ้ำสวยๆ ไม่ได้อยู่ในช่องเขาลึกลับบนพื้นดินเสมอไป นะคะ เพราะที่นี่คือถ้ำหินอ่อนที่สวยเจิดจรัสอยู่ในทะเลสาบการ์เรรา (General Carrera) สวยจนใครๆ ก็คิดว่าที่นี่หลุดออกมาจากจินตนาการของศิลปินคนไหนหรือเปล่า

ถ้ำหินอ่อนนี้อยู่ในเขตพื้นที่ของทะเลสาบการ์เรรา (General Carrera) ทะเลสาบขนาดใหญ่ในเขตภูมิภาคปาตาโกเนีย (Patagonia) ภูมิภาคที่ตั้งอยู่ปลายใต้สุดของทวีปอเมริกาใต้ โดยทะเลสาบนี้นั้นตั้งอยู่ระหว่างชายแดนของอาร์เจนตินา และชิลี เป็นถ้ำที่เกิดจากกระแสน้ำกัดเซาะเป็นระยะเวลานับล้านปี จนภูเขาหินอ่อนเกิดเป็นถ้ำหินอ่อนอันงดงามไม่เหมือนถ้ำแห่งใดในโลก
เป็นสถานที่ท่องเที่ยว ที่ตอบคำว่ามหัศจรรย์แห่งธรรมชาติได้ดีเยี่ยม ที่ๆ คุณจะได้ตะลึงกับความวิจิตรของหินอ่อน หลายๆรูปทรง ที่แข่งกันสะท้อนผืนน้ำทะเลสาบเป็นประกาย รออะไรอยู่ล่ะค่ะ ไปกันเลยดีไหม?

 
 

Atlantic Ocean Road - Norway

อยากรู้สึกถึงความสวยสุดท้าทาย ที่คดเคี้ยวทอดยาวข้ามมหาสมุทรสีคราม ต้องยกให้ถนนสายนี้ค่ะ “Atlantic Ocean Road”

Atlantic Ocean Road ถือเป็นถนนสายน่าทึ่งของโลก ที่ตัดข้ามทะเลแอตแลนติก มีความยาวทั้งสิ้น 8.3 กิโลเมตร ตั้งอยู่เมืองคริสเตียนซุนด์ ประเทศนอร์เวย์ ขึ้นชื่อในเรื่องของโครงสร้างและทัศนียภาพที่ยากจะละสายตา แถมยังติดอันดับทิวทัศน์ที่สวยที่สุดในโลกอีกด้วยนะ เพราะถนนสายนี้ทอดยาวไปตามเกาะแก่งต่างๆ ของประเทศนอร์เวย์ ทำให้ขณะขับรถผ่านเราจะรู้สึกราวกับกำลังแทรกผ่านผืนน้ำทะเลสีฟ้าสดและทอดยาวสุดลูกหูลูกตา แถมยังได้เห็นวิถีความเป็นอยู่ของชุมชนเล็กๆบริเวณชายฝั่งจากเมืองคริสเตียนซุนด์ไปจนถึงเกาะโมลเดอีกด้วย
จุดที่สูงและสวยจับใจของถนนสายนี้อยู่ที่สะพาน Storseisundet ค่ะ จุดนี้มีโครงสร้างที่ออกแบบเป็นเส้นโค้งซึ่งให้ความรู้สึกกลมกลืนกับเกลียวคลื่นและผืนมหาสมุทรเป็นที่สุด เรียกว่าเป็นสิ่งก่อสร้างที่ลงตัวกับทัศนียภาพที่รายล้อมเป็นอย่างมาก
ในยามที่เกิดพายุ คุณจะได้สัมผัสประสบการณ์น่าตื่นเต้น คล้ายๆ อยู่ในเครื่องเล่น Rollercoaster อย่างไร อย่างนั้น เพราะจะได้เห็นกระแสคลื่นซัดเป็นเกลียวขนาบถนน หรือเมื่อยามท้องทะเลสงบลง คุณจะก็จะได้สัมผัสอีกบรรยากาศ ซึ่งหากโชคดีอาจได้เห็นแมวน้ำลายจุดผ่านมาทักทายให้คุณได้เก็บภาพก็ได้
แต่ในความสวยงามของถนนสายนี้ ก็มีข้อควรระวังค่ะ เพราะบางจุดซึ่งมีความสูงชัน สลับระดับ คดเคี้ยว นั้นค่อนข้างอันตราย การขับขี่บนถนนสายสวยๆ เส้นนี้ จึงต้องเพิ่มระมัดระวังเป็นพิเศษนะคะ
ใครที่ชอบความท้าทายหวาดเสียว อยากสัมผัสประสบการณ์ประทับใจที่ Atlantic Ocean Road แนะนำให้มาในช่วงฤดูใบไม้ร่วงเพื่อที่จะได้สัมผัสกับพายุที่โหมกระหน่ำถนนอย่างดุเดือด ดูน่าหวาดเสียวระทึกสมใจ บางครั้งถึงขั้นพายุเฮอริเคนเลยทีเดียวนะ
ใครเห็นภาพแล้วอดใจไม่ไหว รีบหาวันหยุดยาวแล้วออกเดินทางไปเก็บความท้าทายในชีวิตกันดีกว่าค่ะ

 
 

Iguaza Falls - Argentina

อลังการยิ่งกว่าน้ำตกใดในโลก คือน้ำตกหนึ่งในมรดกโลกที่ชื่อว่า Iguazu (อีกัวซู)
Iguazu ซึ่งแปลว่า สายน้ำอันยิ่งใหญ่ เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากสุดในอเมริกาใต้ค่ะ น้ำตกแห่งนี้เป็นสถานที่ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ไปเยี่ยมชมความยิ่งใหญ่ได้อย่างไม่ขาดสาย ด้วยความตระการตาของม่านน้ำตกอันทรงพลัง ที่ไม่มีวันหมดแรง ใครคิดว่าน้ำตก Niagara สูงสุดใจ น้ำตก Iguazu แห่งนี้ สูงยิ่งกว่า ชนะเลิศไปเลยค่ะ

Iguazu Falls ถูกแบ่งออกตามระดับความสูง-ต่ำของแม่น้ำ Iguazu นะคะ โดย ฝั่งขวาอยู่ในเขตของรัฐ Parana ประเทศบราซิล ฝั่งซ้ายอยู่ที่ Misiones ประเทศอาร์เจนตินา Iguazu ประกอบด้วยน้ำตกน้อยใหญ่กว่า 270 แห่ง แต่ละแห่งมีความยาวมากกว่า 1 ไมล์ และส่วนใหญ่มีความสูงอยู่ที่ 200 ฟุตเชียวค่ะ พอเรามองมุมกว้างที่มีน้ำตกตระการตาอยู่เบื้องหน้า จะรู้สึกได้เลยล่ะว่ามนุษย์เรานั้นตัวนิดเดียวจริงๆ เมื่อเทียบกับธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ จริงไหมคะ
ด้วยความอลังการเป็นที่สุดของ Iguazu นี้ หนึ่งในน้ำตกบริวารที่ชื่อ The Devil’s Throat (ลำคอปีศาจ) มีลักษณะเป็นตัวยู (U) และสูงเกือบ 5,000 ฟุต ยาวกว่า 2,000 ฟุต ทั้งสูงสวยและดูมีพลังมาก จนมักถูกเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า หากตกลงไปในน้ำตกแห่งนี้ละก็ คงราวกับถูกปีศาจเขมือบกลืนหายไม่อาจรอด ฟังดูน่ากลัวใช่ไหมคะ แต่ไม่ต้องกังวลค่ะ เพราะการเข้าไปเยี่ยมชมน้ำตกแห่งนี้ มีเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัย ให้เราได้ชมม่านน้ำอันอลังการอย่างตื่นตาตื่นใจแบบปลอดภัยสุดๆ
ด้วยองค์ประกอบน่าทึ่งของหนึ่งในมรดกโลกอย่าง Iguazu จึงทำให้ที่นี่ เป็นหนึ่งในสถานที่ ในฝันของนักท่องเที่ยวที่หลงใหลธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ ใครชมภาพแล้วไม่จุใจ ต้องเดินทางไปสัมผัสด้วยตัวเองแล้วล่ะค่ะ

 
 

Hitachi Seaside Park, Ibaraki - Japan

ใครเห็นดอกไม้เป็นไม่ได้ ต้องวิ่งเข้าไปชื่นชม หรือเก็บภาพ คุณเหมาะกับสถานที่แห่งนี้สุดๆ ค่ะ “ สวนฮิตาชิ !”

อาณาจักรดอกไม้ที่เรากำลังพูดถึง เป็นสถานที่ที่ทำให้เรารู้สึกราวกับว่า กำลังเดินอยู่ในสวนดอกไม้แห่งความฝันเลยล่ะ สวน Hitachi (Hitachi Seaside Park) เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ตั้งอยู่ในเมืองฮิตาชินากะ จังหวัดอิบารากิ ประเทศญี่ปุ่นค่ะ พื้นที่ในสวนจะสูงต่ำสลับพื้นราบและเนินเขาเล็กๆ เต็มไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ตามฤดูกาล มีของแถมเป็นวิวทะเลแปซิฟิคสุดสวยสุดสายตา
นอกจากมีทุ่งดอกไม้หลากสีสันในบรรยากาศที่ต่างกันของทั้งสี่ฤดูแล้ว ในสวนฮิตาชิ ยังมีโซนอื่นๆ ตอบโจทย์คุณได้ครบเลยค่ะ ทั้งโซนที่เป็นสวนต้นไม้ เนินทะเลทรายชื่อดัง และโซนสวนสนุกที่เป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่เด็กเล็กๆ และในตัวสวนยังมีร้านอาหาร คาเฟ่ให้ผู้ที่มาเยือนพักผ่อนหย่อนใจตามสะดวก นอกจากนี้ยังมีบริเวณที่ทำกิจกรรมมากมายเช่น การปั้นถ้วยชามดินเผา การรำไท่เก๊ก การปิ้งบาร์บีคิว
เด็ดสุดของสวนแห่งนี้ ต้องไม่พ้นจุดขายอย่างดอกไม้อย่างแน่นอนค่ะ แต่ทุ่งดอกไม้ที่สวยเด็ด ยกให้เป็นพุ่มไม้น่ารักๆ ชื่อว่า Kokia ซึ่งพุ่มไม้ตัวนี้ล่ะค่ะ ที่ทำให้สวนฮิตาชิโด่งดังเป็นพลุแตกเลยทีเดียว โดยไม้พุ่มสามารถเปลี่ยนสีได้ 3 สี ตามช่วงเวลานะคะ โดยช่วงหน้าร้อนพุ่มไม้จะเป็นสีเขียว ช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วงพุ่มไม้จะเปลี่ยนเป็นสีแดง ต่อมาก็กลายเป็นทุ่งสีเหลือง จนเข้าฤดูใบไม้ร่วงจะกลายเป็นทุ่งทองสีน้ำตาล จนที่สุดแล้วเมื่อพุ่มไม้ Kokia แห้งตัวลง จะถูกนำไปใช้ประโยชน์ต่อ ด้วยการนำมามัดรวมกันเป็นไม้กวาด เรียกว่าสวยอย่างมีคุณค่าจริงๆ เลยล่ะค่ะ
กระซิบบอกนิดหนึ่งว่า ถ้าใครอยากดูพุ่มไม้ Kokia ช่วงที่มันเป็นสีแดงตัดกับฟ้าสีฟ้าสดใสละก็ ต้องไปช่วงเดือน ต.ค. เท่านั้นนะคะ อาจจะต้องเช็คช่วงการเดินทางดีๆ หน่อย เพราะช่วงที่เป็นสีแดงมีระยะเวลาค่อนข้างสั้นค่ะ แต่ถ้าเพื่อนๆ จะแพลนการเดินทางตอนนี้ยังทันนะคะ มีสิทธิ์ได้เก็บภาพพุ่มไม้น่ารักๆ สีแดงได้เต็มอิ่มแน่นอน

 
 

Glass Igloo Village Hotels - Finland

มองหาที่พักแปลกใหม่สุดโรแมนติก ที่ๆ คุณสามารถนอนดูดาวระยิบระยับได้สบายๆ ปักหมุดที่นี่ไว้ได้เลย Glass Igloo Village Hotels ประเทศฟินด์แลนด์ค่ะ

ถ้าเบื่อที่พักแบบรีสอร์ท หรือคอนโดสูง เรามีที่พักเป็นกระท่อมมานำเสนอค่ะ แต่กระท่อมที่ว่าไม่ใช่กระท่อมธรรมดาแน่นอน เพราะกระท่อมแห่งนี้คือ กระท่อมน้ำแข็งแก้วหรือค็อทเทจอันลือลั่น โด่งดังด้วยเอกลักษณ์ที่สร้างความประทับใจให้ผู้มาเยือนมานับไม่ถ้วน
กระท่อมน้ำแข็งที่เห็น ทำมาจากแก้วกันร้อนค่ะ ซึ่งทำให้คุณรู้สึกอบอุ่นแม้ในสภาพอากาศหนาวเหน็บ กระท่อมทุกหลังเพียบพร้อมด้วยความสะดวกครบครัน ทั้งเตียงสุดหรู ห้องสุขาส่วนตัว ส่วนห้องน้ำเป็นแบบใช้ร่วมกัน มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการปรุงอาหารเสร็จสรรพ แถมด้วยพื้นที่นั่งเล่นและเตาผิง ตบท้ายด้วยห้องซาวน่าควันที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ที่ Kakslauttanen Igloo West Village จะ มีห้องอาหาร 4 แห่ง รวมอีก 2 แห่งในกระท่อมชาวแลปแลนด์ แบบดั้งเดิม ห้องอาหารแต่ละแห่งให้บริการอาหารแลปแลนด์สุดพิเศษ เช่น เนื้อกวางเรนเดียร์ และแซลมอนย่างถ่าน นอกจากนี้ ภายในห้องซาวน่าควันก็ยังมีห้องอาหารอีกหนึ่งแห่งชื่อ Savusauna อีกด้วยล่ะ เพื่อให้คุณเก็บไว้เป็นช้อยท์ว่าจะอยากทานอาหารแบบดั้งเดิม หรืออร่อยแบบสากล ก็มีตอบโจทย์ตามความต้องการ
นอกจากนี้คุณยังสามารถเช่าสกีสำหรับเส้นทางข้ามประเทศ ไม้เท้าสำหรับการเดินสกีสไตล์นอร์ดิก และรองเท้าหิมะ เพื่อสัมผัสกับบรรยากาศของหิมะอย่างแท้จริง มีพนักงานที่จะอำนวยความสะดวกในการจัดเตรียมซาฟารีสุนัขลากเลื่อนและซาฟารีเรนเดียร์ ตลอดจนการตกปลาในน้ำแข็ง ซึ่งห่างจากที่พักออกไปเพียง 5 กิโลเมตร ตกค่ำก็เข้ากระท่อม นอนมองดาวบนฟ้า ท่ามกลางบรรยากาศหิมะที่ปกคลุม แต่อุ่นสุดๆ ในกระท่อมแก้ว

 
 

Chefchaouen - Morocco

นครสีฟ้าแสนน่ารัก ความมหัศจรรย์ในหุบเขาริฟ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของโมร็อคโค ใครหลงใหลความเรียบง่าย น่ารัก แต่ซ่อนไว้ซึ่งความพิเศษ คุณคงมองข้ามที่นี่ไปไม่ได้แล้วล่ะ เมืองเชฟชาอูน(Chefchaouen)

เมืองเล็กๆ โทนสีฟ้าขาวสบายตา ตั้งอยู่ใน หุบเขาริฟ (Rif Mountain หรือ Er-Rif) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของโมร็อคโค ที่นี่ เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนานกว่า 538 ปี นักท่องเที่ยวที่มาต้องหลงใหลในอากาศบริสุทธิ์ และความสะอาดของเมือง จนมีใครๆ กล่าวไว้ว่า ไม่ว่าจะเหนื่อยล้ามาจากที่ไหน หากได้เข้ามาเยือนเมืองเล็กๆ แห่งนี้ คุณจะได้ความรู้สึกผ่อนคลายและหายเหนื่อย เพราะความเรียบง่าย น่ารัก ตึกรามบ้านช่องสีฟ้า – ขาว ที่มองแล้วสดใส สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ไปเยือนได้เป็นอย่างดี
เชฟชาอูนเป็นเมืองเล็กๆ ที่คุณสามารถเดินชมบ้านเรือนได้ทั่วเมืองได้ไม่ยาก สถาปัตยกรรมที่นี่เป็นแบบโมร็อกโคแท้ๆ มีซุ้มประตูโค้งที่ตกแต่งต่างกันให้เห็นเป็นสีสันได้ทั่วเมือง นอกจากนั้นยังมีน้ำพุที่ปูด้วยกระเบื้องโมเสกแบบโมร็อกโคให้เห็นในบางมุมอีกด้วยค่ะ
ถึงแม้ที่นี่ ไม่ได้ตื่นเต้นตระการตาด้วยแสงสีทันสมัย แต่เชฟชาอูนมีจุดเด่นขื้นชื่อเรื่องหัตถกรรมของฝาก เช่น ผ้าทอ ตะเกียงหรือโคมไฟแบบโมร็อกโก ผลิตภัณฑ์จากมะกอกและชีสสด ซึ่งเป็นของพื้นเมืองของคนที่นี่ รวมถึงเครื่องนุ่งห่มและผ้าห่มที่ทำจากขนแกะ หรือแม้ของทำมือเก๋ๆ เป็นเอกลักษณ์อีกมากมาย
เอาล่ะค่ะ ได้เวลาของคนรักสีฟ้าที่จะได้ออกเดินทางไปเยือนเชฟชาอูน “สวรรค์ของคนรักสีฟ้า” เพื่อหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ให้กับชีวิตแล้วนะคะ

 
 
 

 

 
 
 

ไม่ว่าจุดหมายจะมหัศจรรย์แค่ไหน แต่ระหว่างทางคือความอุ่นใจที่เพื่อนๆ ต้องเตรียมพร้อมไว้เสมอนะคะ จะออกเดินทางไกลซักกี่ครั้ง อย่าลืมทำประกันการเดินทางต่างประเทศ เพื่อการเดินทางที่อุ่นใจของตัวเองและคนที่เรารักนะคะ

 

แผนประกันแนะนำ

ประกันการเดินทาง

แผนประกัน
การเดินทาง

"ทราเวล แคร์ พลัส"
ทางเลือกที่ชาญฉลาดสำหรับการท่องเที่ยวทุกรูปแบบ

ประกันอุบัติเหตุ

แผนประกัน
อุบัติเหตุ

"ช่วยได้"
เจอเรื่องหนักแค่ไหน ซิกน่าก็ช่วยให้เบาลงได้