TH Thai

รื่นรมย์หรูหรา

เมืองโรม อิตาลี 7 วัน 6 คืน
 
รื่นรมย์หรูหรา เมืองโรม อิตาลี 7 วัน 6 คืน

กิน ดื่ม เที่ยว ช็อปปิ้งแบบคนพิเศษ ในเมืองแสนหวานอย่างโรม แม้ในโรมจะไม่ใช่จุดหมายปลายทางหลักของนักช็อป แต่ก็มีครบครันทั้งช็อปปิ้งมอลล์ขนาดใหญ่ ตลาดที่ขายสินค้าพื้นเมือง และถนนสายแฟชั่นที่ให้คุณได้ช็อปอย่างเพลินใจ  

Vatican Museum

วันแรกหลังจากเข้าที่พักเรียบร้อยแล้ว ออกเดินทางไปที่ Vatican Museum ยอดพิพิธภัณฑ์ของโลกที่รวมงานของศิลปินดังมากมาย การตกแต่งวิจิตรตระการตาเกินจะบรรยาย โดยเฉพาะ Stanze di Raffaello ห้อง ที่มีภาพจิตรกรรมฝาผนังฝีมือราฟาเอล ศิลปินชาวอิตาลีผู้มีชื่อเสียง โดยระหว่างทางจะมีสินค้าต่างๆเกี่ยวกับงานศิลปะภายในพิพิธภัณฑ์วางขายมากมาย หลังจากอิ่มเอมกับงานศิลปะจนได้ที่ เดินทางต่อไปยัง St. Peter's Basilica เป็นมหาวิหารเอก 1 ใน 4 แห่งของกรุงโรมซึ่งอยู่ใน State of the Vatican ซึ่งสร้างขึ้นโดยเหล่าศิลปินชื่อดังหลายคน จุดเด่นคือยอดโดมขนาดใหญ่ที่สูงเด่นเป็นสง่าเหนือกรุงโรม จากนั้นมุ่งหน้าไปยัง Castel Sant’Angelo ป้อมปราการสำคัญของกรุงโรมในอดีต โดยในยุคแรกสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่บรรจุพระศพของจักรพรรดิเฮเดรียน (Hadrian) และวงศาคณาญาติ  ปัจจุบันถูกแปลงสภาพเป็นพิพิธภัณฑ์ ปิดท้ายวันกันที่ย่าน Trastevere ย่านที่คึกคักเสมอทั้งกลางวันและกลางคืน แหล่งรวมร้านอาหารและบาร์กลางแจ้งชิคๆ ให้มานั่งชิลล์รับลมหลังจากที่เดินเหนื่อยกันมาทั้งวัน รับประทานมื้อค่ำที่ Ristorante La Scala ภัตตาคารบรรยากาศแบบโรมันคลาสสิค ซึ่งมีจานเด็ดเป็นอาหารที่ทำจากเห็ดทรัฟเฟิลแสนอร่อย และรีซอตโต้ หรือข้าวผัดข้นที่ปรุงรสด้วยไวน์

St. Peter's Basilica

เริ่มต้นวันด้วยการไปเยือนมรดกแห่งมวลมนุษยชาติที่ Roman forum ซากแห่งวัฒนธรรมและความเจริญในอดีต ตั้งอยู่ที่เนิน Palatine และ Capitoline ในบริเวณนี้มีซากโบราณสถานที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มากมายหลาย ที่โดดเด่นและยังคงสภาพเดิมอยู่ได้แก่ Comitium เทวสถาน Temple of Antoninus and Faustina  และ Arch of Septimius Severus แล้วชม Capitoline Hill Museum พิพิธภัณฑ์เก่าแก่ที่เก็บรักษางานประติมากรรมชิ้นเอก และหลักฐานทางโบราณคดีของโรมเอาไว้มากมาย เมื่อแดดร่มลมตก แวะเดินเล่นที่ Ostiense Market ตลาดนัดมือสองที่ใหญ่ที่สุดในโรม ขายทั้งสินค้ามือสองคุณภาพดี อาหารทั้งสดและแห้ง ก่อนจะไปเยือน 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่อย่าง Colosseum ในมุมมองที่แปลกตาในช่วงค่ำ อดีตลานประลองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก สร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิเวสเปเซียนแห่งจักรวรรดิโรมัน (Vespasian) โดยสร้างขึ้นจากอิฐและหินทราย ถือเป็นสถาปัตยกรรมที่ล้ำยุคกว่าสิ่งก่อสร้างอื่นๆในสมัยนั้น ทั้งการออกแบบทางเดินเข้าชมและระบบการระบายน้ำอันชาญฉลาด ปิดท้ายมื้อสุดไฮโซที่ Aroma ร้านอาหารมิชลิน 2 ดาวแห่งนี้ที่ยอดตึกโรงแรม Hotel Palazzo Manfredi ที่จะทำให้คุณได้เห็นวิวโคลอสเซียมยามค่ำคืนที่ดีที่สุด

Roman forum
Galleria Borghese

ตื่นแต่เช้าเพื่อไปเยือน Galleria Borghese พิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมศิลปะที่อยู่ในครอบครองของคาร์ดินัลสคิปิโอเน บอร์เกเซ (Scipione Borghese) เดินลัดเลาะต่อไปพักผ่อนหย่อนใจที่ Villa Borghese สวนสวยที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆของโรม พื้นที่กว้างใหญ่ ร่มรื่น และประดับด้วยงานศิลปะหลายชิ้น สูดอากาศบริสุทธิ์ให้ช่ำปอด

ก่อนจะแวะไปที่ Piazza Navona จัตุรัสสวยงามกว้างขวางที่ใช้จัดกิจกรรมต่างๆ และเคยเป็นสนามกีฬาประจำเมืองในสมัย 2,000 ปีก่อน ปัจจุบันก็ยังคงเป็นลานกว้างที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ด้วยการออกร้านรวงและศิลปินอิสระที่ตั้งโต๊ะรับจ้างวาดภาพอยู่ในบริเวณนั้น แล้วปิดท้ายค่ำคืนแบบฟินๆ ที่ร้าน Boccondivino ตั้งอยู่ในอาคารเก่าแก่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 ตกแต่งหรูหราสไตล์โมเดิร์นโดดเด่นด้วยภาพวาดของแท้จากฝีมือของศิลปินชื่อดังยุคใหม่ที่แขวนอยู่บนผนัง

Boccondivino

ออกเดินทางกันตั้งแต่เช้าตรู่ จากโรมสู่ฟลอเรนซ์ เมืองแห่งศิลปะที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ด้วยการนั่งรถไฟใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาที โดยเริ่มต้นกันที่ Florence Cathedral โบสถ์หลังคาโค้งขนาดใหญ่กลางเมือง และถือเป็นมหาวิหารที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ในทวีปยุโรปอีกด้วย ยามสายไปเดินเล่นย่านจัตุรัส Piazza della Signoria หรือลานกว้างหน้าปราสาท Palazzo Vecchio ย่านศิลปะที่สวยงามและมีเสน่ห์ โดยรอบๆ คือร้านอาหาร คอฟฟี่ช็อป และร้านค้าขายของที่ระลึก รวมถึงช็อปของแบรนด์เนมบางแบรนด์

ตกบ่ายมาทอดน่องชมงานศิลปะอันทรงค่าที่ Uffizi Gallery พิพิธภัณฑ์ที่เก่าแก่เป็นอันดับต้นๆของโลก อดีตเคยเป็นที่เก็บเอกสารสำคัญทางราชการ ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นหอศิลป์ในภายหลัง ภาพเขียนที่มีชื่อเสียงได้แก่ภาพ The Birth of Venus ของซานโดร บอตติเชลลิ และภาพ The Baptism of Christ โดยอันดรีย เดล เวอร์โรชชิโอ เป็นต้น คืนนี้พักค้างที่ฟลอเรนซ์สักหนึ่งคืน ปิดท้ายด้วยมื้อค่ำสุดหรูที่ Enoteca Pinchiorri ภัตตาคารระดับ 3 ดาวมิชลินที่เอาใจใส่ทุกรายละเอียด โดดเด่นที่เมนูตำรับแคว้นทัสกานีแท้ๆ

Florence Cathedral
Ponte Vecchio

ตื่นแต่เช้าตรู่ แล้วออกเดินทางจากฟลอเรนซ์ด้วยรถบัสไปยังเมือง Pisa ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เมืองชื่อดังของอิตาลีซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนามของที่ตั้งหอเอนเมืองปิซ่า Torre pendente di Pisa  1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลางอีกสถานที่หนึ่ง ตั้งอยู่ใน Piazza Del Duomo หอเอนเมืองปิซาเป็นหอระฆังทรงกระบอกสูง 8 ชั้น สร้างจากหินอ่อนสีขาว หอเอนเมืองปิซาจัดเป็นสิ่งก่อสร้าง 1 ใน 4 แห่งใน Campo dei Miracoli ซึ่งประกอบไปด้วย มหาวิหารปิซา หอเอนเมืองปิซา หอศีลจุ่ม และสุสาน  ทั้งหมดได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

ใช้เวลากับหอเอนปิซาจนถึงช่วงบ่ายแก่ๆจึงนั่งรถไฟกลับมาที่ฟลอเรนซ์ และไปเยี่ยมชมสะพาน Ponte Vecchio สะพานกลางเมืองอันโดดเด่นซึ่งในอดีตเคยใช้เป็นที่เก็บสมบัติ ตัวสะพานมีลักษณะเป็นสะพานโค้ง มีช่องใต้สะพาน 3 ช่อง  และมีร้านค้าอยู่บนสะพานทั้งสองฝั่งถนน ซึ่งเปิดขายของมาตั้งแต่สมัยโบราณ และทำให้เป็นจุดช็อปปิ้งยอดนิยมที่สุดในเมืองฟลอเรนซ์ เดินชิลล์ๆชมสินค้าในร้านค้าแบกะดินที่มีสินค้าสารพัดชนิดจนถึงช่วงเย็น มื้อค่ำตบท้ายที่ La Giostra ภัตตาคารในอาคารศตวรรษที่ 15 ที่ดำเนินการมากว่า 26 รุ่น

Piazza del Campidoglio

นั่งรถไฟกลับจากฟลอเรนซ์ มาตั้งต้นกันที่ Piazza del Campidoglio ศูนย์กลาง การปกครองของเมืองโรมซึ่งมีอาคารของสวยๆตั้งอยู่หลายอาคาร ตั้งอยู่บนเนินแคปิโทลีน ผลงานการออกแบบโดยมีเกลันเจโล (Michelangelo) สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1560 เดินชิลล์ชมวิหาร Pantheon โดมขนาดยักษ์ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 126 เพื่อเป็นเทวสถาน นับว่าเป็นสิ่งก่อสร้างเก่าแก่ที่คงความสมบูรณ์ที่สุดในอิตาลี ส่วนใครที่ติดใจอยากกลับมาเยือนกรุงโรมอีกครั้ง ต้องไม่ลืมไปโยนเหรียญที่ Trevi Fountain น้ำพุ แสนสวยที่เชื่อว่ากันว่าหากมาหันหลังแล้วโยนเหรียญข้ามไหล่ตกลงไปในบ่อ ก็จะได้กลับมาเยือนกรุงโรมอีกครั้ง ตัวน้ำพุตั้งอยู่ท่ามกลางปฏิมากรรมที่อ่อนช้อยและยิ่งใหญ่ มีนักท่องเที่ยวมาเยือนอย่างไม่ขาดสายทั้งยามกลางวันและกลางคืน

ทอดน่องต่อไปอีกนิด ไปถึง Spanish Step บันไดที่เชื่อมระหว่างจัตุรัสสำคัญสองแห่งที่ผู้คนมักนิยมควงคู่กันมาสวีต หวาน ชมการแสดงดนตรีเปิดหมวกของเหล่าศิลปิน และจิตรกรรับจ้างวาดภาพเหมือน ที่ช่วยเสริมบรรยากาศให้คึกครื้นอยู่ตลอดวัน ทั้งยังเป็นแหล่งรวมร้านค้าแบรนด์เนมชื่อดังที่ขาช็อปพลาดไม่ได้ เดินชมกำลังเพลินๆ ก็มาถึงถนน Via Condotti ถนนสายช็อปปิ้งที่ใหญ่ที่สุดในโรม รวมร้านค้าแบรนด์ดังให้เลือกช็อปกันตามสะดวกตลอดเส้นทาง ก่อนปิดท้ายด้วยอาหารมื้อค่ำที่ La Pergola ภัตตาคารสุดหรูที่ชมวิวกลางคืนสวยที่สุดในโรม บนชั้น  9 ของโรงแรม Cavalieri Hilton ที่ทำให้มองเห็นวิวในยามราตรีของกรุงโรมได้แบบพาโนรามา

La Pergola

เริ่มต้นวันเบาๆ ด้วยการแวะไปเยือน Corso Vittorio Emanuele II เป็นย่านที่เต็มไปด้วยบรรยากาศแบบเรโทร มีร้านวินเทจหลายร้านประปรายตามถนนเส้นนี้ ช็อปปิ้งในบรรยากาศเปี่ยมมนตร์ขลังแล้วไปเดินเที่ยวต่อที่ Mercato delle Stampe Market ตลาดขายของเก่า ตั้งแต่เครื่องประดับ ภาพวาด ของแต่งบ้าน ไปถึงจนหนังสือหายาก Campo de Fiori Market ตลาดนัดกลางแจ้งที่เก่าแก่ที่สุดในโรม แหล่งรวมสินค้านานาชนิด โดยเฉพาะของสดและดอกไม้นานาพรรณราวกับเป็นทุ่งดอกไม้หลากสีสัน ตบท้ายด้วยการแวะช็อปสารพัดแบรนด์เนมที่ Porta Di Roma ศูนย์การค้าชื่อดังที่มีร้านค้าชั้นนำกว่า 200 ร้าน  หลังจากจุใจกับการบรรยากาศและของฝากแล้วจึงมุ่งหน้าสู่สนามบินกลับกรุงเทพมหานคร

Campo de Fiori Market

 

ข้อมูลโรม
  • ภาษา   อิตาลี
  • เวลา   ช้ากว่าประเทศไทย 6 ชั่วโมง
  • สกุลเงิน   ยูโร (EUR)   
  • อัตราแลกเปลี่ยน   1EUR = 45.01 THB  (อัตราแลกเปลี่ยน ณ เดือนมีนาคม 2557)
  • ไฟฟ้า   230 โวลต์ ปลั๊กไฟส่วนใหญ่เป็นแบบขากลม 2 ขา และ 3 ขา ควรพกหัวแปลงปลั๊กไฟไปด้วย
  • วีซ่า  ต้องขอวีซ่าเชงเก้น (Schengen visa) สามารถใช้เดินทางท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศความตกลงเชงเก้น 25 ประเทศ ได้สูงสุดไม่เกิน 90 วัน ภายในช่วงเวลา 6 เดือน การขอวีซ่าต้องยื่นขอผ่านบริษัท VFS Global ซึ่งได้รับมอบหมายอย่างเป็นทางการจากสถานทูตอิตาลีประจำประเทศไทย โดยการยื่นคำร้องขอวีซ่าจะต้องมายื่นคำร้องด้วยตนเอง ที่ศูนย์รับคำขอวีซ่าประเทศอิตาลี ตึกสีลมคอมเพล็กซ์ ชั้น 15 ยูนิต C สีลมคอมเพล็กซ์ 191 ถนนสีลม แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพฯ ระหว่างวันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 8.30 - 12.00 น. และ 13.00 น. - 16.00 น.
Tips
  1. นักท่องเที่ยวที่เดินทางโดยเครื่องบินสู่สนามบิน Leonardo da Vinci Internatioanal Airport เดินทางเข้าสู่ใจกลางเมืองได้โดยรถไฟสาย Leonardo Express ใช้เวลาเดินทางประมาณ 35 นาที ค่าโดยสาร 14 ยูโร สุดสายที่สถานีรถไฟ Roma Termini
  2. การช็อปปิ้งที่อิตาลี สามารถขอคืนภาษีได้เช่นกัน โดยขอคืนได้สูงสุด 21% โดยต้องมียอดซื้อขั้นต่ำ 154.94 ยูโร จากร้านค้าเดียวกันในวันเดียวกัน วิธีการไม่ยากคือกรอกรายละเอียดใบขอคืนภาษีจากร้านค้า จากนั้นนำใบขอคืนภาษีไปยื่นที่เคาน์เตอร์ขอคืนภาษี ที่สนามบินได้เลย และเนื่องจากส่วนใหญ่จะต้องสำแดงของที่ซื้อมาด้วย ดังนั้นอย่าเพิ่งเก็บของใส่กระเป๋าใหญ่และโหลดลงใต้เครื่องบิน
  3. โรมอาจมีกิตติศัพท์ในด้านมิจฉาชีพ แต่ก็ไม่ยากเกินไปที่จะป้องกันตัวเอง ควรหลีกเลี่ยงการใส่เสื้อผ้าสีฉูดฉาดสะดุดตา สวมเครื่องประดับราคาแพง หรือเก็บกระเป๋าสตางค์ไว้ในที่ที่หยิบฉวยได้ง่าย หลีกเลี่ยงการไปในที่ที่คนแออัด ควรถือกระเป๋าอย่างระมัดระวังอยู่เสมอ
  4. การซื้อของเทียม หรือของเลียนแบบเป็นสิ่งที่ห้ามเด็ดขาด กฎหมายอิตาลีกำหนดโทษปรับผู้ซื้อสินค้าดังกล่าวค่อนข้างแรง คือ 10,000 ยูโร หรือเรียกได้ว่าต้องเทกระเป๋าจ่ายเลยทีเดียว
  5. การซื้อของควรนับเงินทอนให้ครบต่อหน้าคนขาย หรือถ้าใช้บัตรเครดิตก็ควรให้คนขายรูดบัตรต่อหน้า เพื่อปลอดภัยไว้ก่อน
  6. ร้านค้าโดยทั่วไปจะเปิดเวลา 9.00 - 13.00 น. แล้วปิดพักกลางวัน จากนั้นจะเปิดอีกครั้งในช่วงบ่ายตั้งแต่ 14.45 - 16.15 น. และร้านค้าส่วนใหญ่จะปิดในวันอาทิตย์ และวันหยุดราชการ ใครที่เตรียมตัวมาช็อปต้องวางแผนกันให้ดี ไม่อย่างนั้นอาจมีปิ๋ว

 

ค่าเดินทาง 8,000 บาท
ค่าที่พัก 35,000 บาท
ค่าอาหาร 32,000 บาท
ค่าเข้าชมสถานที่ 3,000 บาท
ค่าใช้จ่ายอื่นๆ 709 บาท
ซิกน่า ประกันการเดินทาง เริ่มต้น 480 บาท

รวมค่าใช้จ่าย
80,000 บาท/คน*

*ค่าใช้จ่ายข้างต้นเป็นค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยตามข้อมูลทางสถิติที่บริษัทเก็บรวบรวมสิ้นสุด ณ เดือน พฤษภาคม 2557 ข้อมูลทั้งหมดที่ใช้ในแพลนการท่องเที่ยวนี้ ถือเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท ซิกน่า จำกัด มหาชน ผู้ใดทำการปรับเปลี่ยนแก้ไข หรือนำไปใช้เพื่อประโยชน์เชิงพาณิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาติจากบริษัท บริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการฟ้องร้องค่าเสียหายจากการนำไปใช้ดังกล่าว
 

แผนประกันแนะนำ

แผนประกัน
การเดินทาง

ประกันการเดินทางต่างประเทศ
ทางเลือกที่ชาญฉลาดสำหรับการท่องเที่ยวทุกรูปแบบ

แพลนการท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้อง