ซิกน่า
สอบถามผลิตภัณฑ์โทร 0-2099-3999
TH Thai

รวม 9 วัคซีน จำเป็นต้องฉีด เสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรค 

วัคซีน

    ช่วงนี้ ‘วัคซีนโควิด-19’ กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างมาก เพราะเป็นความหวังเดียวที่จะทำให้เราชนะโควิด-19 ได้ และสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติกันอีกครั้ง เหมือนที่ในอดีตมนุษยชาติเคยใช้วัคซีนต่อสู้กับโรคร้ายหลายชนิด จนวัคซีนกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนจำเป็นต้องได้รับเพื่อสุขภาพที่แข็งแรง และในบทความนี้เราก็จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับวัคซีนที่จำเป็นแต่ละชนิดว่าชนิดไหนควรต้องฉีดเมื่อไหร่ และฉีดอย่างไรบ้าง

วัคซีน คืออะไร 

    สถาบันวัคซีนแห่งชาติ ได้ให้ความหมายของ ‘วัคซีน’ ว่า ชีววัตถุหรือแอนติเจน (Antigen) ที่ผลิตมาจากเชื้อโรคหรือพิษของเชื้อโรคที่ถูกทำให้ไม่สามารถก่อโรคได้ แต่ยังคงกระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนติบอดี้หรือภูมิคุ้มกันได้ ดังนั้น ที่เข้าใจกันว่าวัคซีนเป็นแอนติบอดี้หรือภูมิคุ้มกันโรคนั้น เป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง เพราะแท้จริงแล้ววัคซีนคือแอนติเจนหรือเชื้อโรคต่างหาก แต่เป็นเชื้อโรคที่ไปทำให้ร่างกายกระตุ้นภูมิคุ้มกันโรคได้

ทำไมถึงต้องฉีดวัคซีน 

 

    การฉีดวัคซีน คือการกระตุ้นภูมิคุ้มกันโรคในร่างกาย จุดประสงค์ในการฉีดวัคซีนนั้นก็เพื่อป้องกันโรคติดต่อร้ายแรง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับคนทุกวัย โดยสำหรับเด็กแรกเกิดจนถึงช่วงอายุ 1 ปีนั้น จะยังไม่มีภูมิคุ้มกันที่ดีพอในการต่อต้านเชื้อโรคต่าง ๆ ถ้าหากได้รับเชื้อโรคอันตรายก็อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ส่วนผู้ใหญ่และผู้สูงอายุก็จำเป็นต้องได้รับการฉีดวัคซีนด้วยเช่นกัน เพราะเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นจะทำให้ภูมิคุ้มกันโรคลดน้อยลง มีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อและเป็นโรคต่าง ๆ สูง และเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย

หาหมอฉีดวัคซีน

วัคซีนที่จำเป็นมีอะไรบ้าง 

 

  1. วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ควรให้ในเด็กอายุมากกว่า 6 เดือนขึ้นไป หากฉีดในเด็กอายุน้อยกว่า 9 ปี ให้ฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 1 เดือน หากเริ่มให้ในเด็กที่อายุมากกว่า 9 ปี ให้ฉีด 1 เข็ม จากนั้นฉีดซ้ำปีละ 1 ครั้ง ห้ามให้วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ในคนที่แพ้ไข่แบบรุนแรง ผู้ที่เจ็บป่วยเฉียบพลัน ผู้ที่เป็น Guillain Barre Syndrome ภายใน 6 สัปดาห์ และผู้ที่มีอาการรุนแรงภายหลังได้รับวัคซีนครั้งที่ผ่านมา โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับเคมีบำบัดต้องหยุดยาแล้ว 3 สัปดาห์จึงจะให้ได้ หลังจากได้รับวัคซีนอาจจะมีอาการปวดเมื่อยตามตัว หรือปวด บวมแดงบริเวณที่ฉีด

  2. วัคซีนป้องกันโรคคอตีบ โรคบาดทะยัก โรคไอกรน ให้วัคซีน 3 ครั้ง เมื่ออายุ 2 เดือน 4 เดือน และ 6 เดือน แต่ห้ามให้ในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 6 สัปดาห์ หรือในเด็กที่มีอายุมากกว่า 7 ปี และผู้ใหญ่ เด็กที่กำลังเจ็บป่วยหรือกำลังมีไข้สูง สำหรับวัคซีนป้องกันโรคไอกรน ทั้งแบบ whole cell (DTwP-HB) และ acellular (DTaP-HB) ห้ามให้ในผู้ที่มีอาการทางสมองหรือมีโรคทางสมอง เพราะจะไปกระตุ้นอาการให้เลวลงและกระตุ้นอาการชักได้ ปฏิกิริยาที่พบได้หลังได้รับวัคซีน ได้แก่ ปวด บวม แดงเฉพาะที่ อาจเกิด systemic reaction เช่น มีไข้ ชัก ซึม ตัวอ่อนปวกเปียกไม่ตอบสนอง (HHE) ปฏิกิริยาแพ้ anaphylaxis และ arthus like reaction (ปวด บวม แดงลามมาถึงข้อศอก) เกิดจากการได้รับวัคซีนป้องกันโรคบาดทะยักมากเกินไป

  3. วัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส ให้ในเด็กอายุ 1-12 ปี 2 เข็ม เข็มแรกฉีดเมื่ออายุ 12-18 เดือน เข็มที่ 2 ให้เมื่อ 4-6 ปี หรือมีการระบาด หากจะฉีดก่อนอายุ 4 ปี ต้องห่างจากเข็มแรกอย่างน้อยที่สุด 3 เดือน และถ้าอายุ 13 ปีขึ้นไปให้ 2 เข็ม ห่างกัน 4-8 สัปดาห์ โดยวัคซีนชนิดนี้ห้ามให้ในเด็กที่มีภูมิคุ้มกันผิดปกติ ผู้ที่มีเกล็ดเลือดต่ำกว่า 100,000 เซลล์/ลบ.มม. ผู้ที่ติดเชื้อ HIV และมีค่า CD4 น้อยกว่าร้อยละ 15 ผู้ที่รับประทานยาสเตียรอยด์ ผู้ที่ได้ plasma หรือ immunoglobulin หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่แพ้ยาปฏิชีวนะ neomycin, kanamycin, erythromycin แบบรุนแรง หลังรับวัคซีนอาจจะมีอาการปวด บวม แดงบริเวณที่ฉีด และมีไข้หลังจากฉีด 5-26 วัน

  4. วัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ มี 2 ชนิด ได้แก่ PCV13 ซึ่งครอบคลุมการป้องกันเชื้อ Pneumococcus 13 สายพันธุ์ และ PPSV23 ที่สามารถป้องกันเชื้อได้ 23 สายพันธุ์ ซึ่งควรฉีดทั้ง 2 ชนิด โดยจะฉีด PCV13 จากนั้นอีก 8 สัปดาห์ จะฉีด PPSV23 ซึ่งจะสามารถป้องกันเชื้อ Pneumococcus ได้ครบและนานอย่างน้อย 5 ปี ควรให้ในผู้ที่มีความเสี่ยงในการติดโรคปอดอักเสบ ได้แก่ ผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพเรื้อรัง ผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน ผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ และผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำหรือเป็นโรคหอบหืดเรื้อรัง อาจมีอาการปวดบวมบริเวณที่ฉีดซึ่งมักไม่รุนแรงและหายได้เองใน 2-3 วัน

  5. วัคซีนป้องกันโรคงูสวัด ฉีดเพียง 1 เข็ม ครั้งเดียวไม่ต้องกลับมาฉีดอีก สามารถป้องกันได้ตลอดชีวิต ผู้ที่ควรได้รับวัคซีนป้องกันงูสวัด ได้แก่ ผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ทั้งที่เคยเป็นและไม่เคยเป็นโรคงูสวัด หรือโรคอีสุกอีใสมาก่อน ผู้ใหญ่ที่มีอายุ 50-59 ปี ที่เคยมีประวัติเป็นโรคอีสุกอีใสหรือโรคงูสวัดมาก่อน ส่วนผู้ที่ควรงดรับวัคซีนป้องกันงูสวัด ได้แก่ ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง หญิงตั้งครรภ์ มีไข้สูงหรือเจ็บป่วยเฉียบพลัน โดยหลังรับวัคซีนป้องกันงูสวัดอาจพบอาการปวด บวม แดง บริเวณที่ฉีด ซึ่งมักจะหายเองได้ใน 1-2 วัน

  6. วัคซีนป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูก ให้ในเด็กผู้หญิงอายุ 11-12 ปี ควรให้ 3 เข็ม เดือนที่ 0, 1-2 และ 6 ฉีดได้ทั้งสองชนิด ส่วนในผู้ชายฉีดได้ที่อายุ 9-26 ปี ใช้ชนิด quadrivalent สำหรับคนที่มีเพศสัมพันธ์แล้วสามารถฉีดได้แต่ประสิทธิภาพของวัคซีนอาจลดลง และไม่แนะนำให้ฉีดในหญิงตั้งครรภ์ หลังฉีดอาจพบอาการปวด บวม คัน บริเวณที่ฉีด ถ้าฉีดเป็นกลุ่มในโรงเรียนให้ระวังภาวะอุปาทานหมู่ อาจเป็นลมหรือรู้สึกอ่อนแรงพร้อม ๆ กันหลายคน

  7. วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ มี OPV และ IPV ให้หยอด bivalent OPV จำนวน 5 ครั้ง ตอนอายุ 2,4,6,18 เดือนและ 4 ปี สามารถให้เพิ่มในช่วงมีการรณรงค์ได้ ไม่มีผลเสียใด ๆ แต่ห้ามหยอด OPV ในคนที่มีภูมิคุ้มกันต่ำหรือเด็กที่มีคนในบ้านมีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ ห้ามหยอดในหญิงตั้งครรภ์และเด็กที่รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล ให้ใช้ IPV แทนได้ และห้ามให้ IPV ในคนที่มีภาวะแพ้รุนแรงต่อยาปฏิชีวนะ streptomycin, neomycin และ polymycin B หลังรับวัคซีน OPV มีผลข้างเคียงน้อยมาก ส่วน IPV อาจมีปฎิกิริยาเฉพาะที่ ปวด บวม แดง และมีไข้

  8. วัคซีนรวมป้องกันโรคหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน ควรฉีดให้เด็กทุกคนจำนวน 2 ครั้ง ครั้งแรกเริ่มที่อายุ 9 เดือน และครั้งที่ 2 อายุ 2 ปีครึ่ง ห้ามให้ในหญิงตั้งครรภ์ คนที่แพ้ neomycin หรือ gelatin แบบ anaphylaxis เด็กที่ปลูกถ่ายไขกระดูกหรือเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ เด็กที่ติดเชื้อ HIV ที่มี CD4 น้อยกว่าร้อยละ 15 หรือมี clinical stage C ผู้ที่ได้รับสเตียรอยด์ขนาดสูง (2mg/kg/day) มาแล้วมากกว่า 14 วัน ผู้ที่ได้รับเลือดหรือผลิตภัณฑ์จากเลือด ผู้ที่แพ้ไข่ขาวแบบรุนแรง และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำหรือบกพร่องอย่างมาก หลังฉีดอาจมีปฎิกิริยาเฉพาะที่ ผื่นลมพิษ บริเวณที่ฉีด มีไข้ 5 -12 วันหลังฉีด หรือมีเกล็ดเลือดต่ำ

 

ฉีดวัคซีน

 

  1. วัคซีนป้องกันโควิด-19 แม้ตอนนี้หลายประเทศทั่วโลกได้เริ่มทยอยฉีดวัคซีนโควิด-19 นำร่องไปแล้ว แต่สำหรับประเทศไทยซึ่งรัฐบาลได้เริ่มกระบวนการจัดหาวัคซีนมาตั้งแต่เดือนเมษายน 2563 นั้น ยังไม่สามารถนำวัคซีนมาฉีดให้กับประชาชนได้ โดยตามแผนเดิม กระทรวงสาธารณสุขวางแผนจะเริ่มฉีดวัคซีนให้ประชาชนในเดือนมิถุนายน 2564 เป็นต้น แต่ตอนนี้ได้พยายามจัดการวัคซีนมาให้ได้ก่อนกำหนด เพราะเกิดการระบาดระลอก 2 เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา

 

ปัจจุบันรัฐบาลไทยได้ทำสัญญาจัดซื้อกับบริษัท AstraZeneca แล้ว 26 ล้านโดส และกำลังจะยืนยันการจัดซื้อเพิ่มเติมอีก 35 ล้านโดส รวมเป็น 61 ล้านโดส เมื่อได้รับวัคซีนแล้วจะทยอยฉีดเดือนละ 5 ล้านโดส ไปจนถึงปลายปี หลังจากนั้นจะจัดหาเพิ่มเติมให้ครอบคลุมประชาชนจำนวน 50 ล้านคน และมีกลุ่มที่ไม่ต้องฉีดประมาณ 20 ล้านคน โดยจะพิจารณาวัคซีนของบริษัทอื่น ๆ ด้วย

วัคซีนที่จำเป็นแต่ละชนิดที่ได้พูดถึงไป เชื่อว่าหลายคนอาจจะได้รับมาหมดแล้ว เหลือเพียงวัคซีนโควิด-19 ที่ทุกคนกำลังรออยู่ ซึ่งแม้ว่าการฉีดวัคซีนเป็นเรื่องจำเป็นก็จริง แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ และทุกคนสามารถทำได้ในระหว่างที่รอวัคซีนโควิด-19 ก็คือการปฏิบัติตัวตามมาตรการป้องกันโรคอย่างเคร่งครัดทุกครั้งเมื่อออกไปใช้ชีวิตนอกบ้าน และที่สำคัญควรหมั่นดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ หรือเลือกประกันสุขภาพไว้ดูแลในวันที่โรคภัยถามถึง ซึ่งประกันโรคร้ายแรงจาก Cigna เบี้ยเริ่มต้นเพียง 250 บาทต่อเดือน แต่คุ้มครองครบทุกโรคร้าย อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.cigna.co.th/our-plans/critical-illness-insurance

 

อ้างอิง

http://guruvaccine.com

http://guruvaccine.com/บทเรียน/บทที่-2-รู้ชนิด-รู้ติดตาม/

https://www.phyathai.com

http://theworldmedicalcenter.com

https://www.prachachat.net

แผนประกันแนะนำ

 

ประกันสุขภาพมิติใหม่

แผนประกัน
สุขภาพมิติใหม่

ประกันสุขภาพมิติใหม่
คุ้มครองโรคกรดไหลย้อน นิ้วล็อค และเบาหวานความดัน สามารถเลือกคุ้มครองเสริมโรคร้ายตามความเสี่ยง

ประกันสุขภาพ

แผนประกันภัย
โรคร้ายแรง

"“โรคร้าย…คุ้มครองครบ”"
”คุ้มครองสูงสุด 1.8 ล้านบาท เงินชดเชยรายได้สูงสุด 1,200 บาท/วัน

ประกันอุบัติเหตุ

แผนประกัน
อุบัติเหตุออนไลน์

"คุ้มครองคูณสาม รับกรมธรรม์ทันที"
ให้ความคุ้มครอง 3 เท่าสูงสุด 6.6 ล้านบาท พร้อมค่ารักษาสูงสุด 60,000 บาท/ครั้ง/อุบัติเหตุ