เรียนรู้ ‘ศิลปะบำบัด’ ตัวช่วยรักษาทั้งกายและใจ ร้อยชีวิตให้เกิดสมดุล

Jigsaw For Good Life ต่อจิ๊กซอว์เพื่อชีวิตที่ดีให้ศิลปะบำบัดใจ ft.อนุพันธ์ พฤกษ์พันธ์ขจี


“ชีวิตที่สมดุลไม่ใช่ตาชั่งที่เท่ากันอยู่ตลอดเวลา
ศิลปะจึงทำหน้าที่เป็นกระจกสะท้อนว่า
ชีวิตเราขาดความสมดุลในจิตใจด้านใดบ้าง ก่อนทำการเติมให้เต็ม”


Minute Pick Up

0.00 - ทำความรู้จักศาสตร์แห่งการบำบัดด้วยศิลปะ
3.53 - ศิลปะบำบัด ทำงานกับร่างกายและจิตใจมนุษย์อย่างไร
7.04 - ลงลึกถึงกระบวนการทำศิลปะบำบัด
11.33 - เจาะเทคนิคการทำศิลปะบำบัด
30.12 - อาการแบบไหนควรเข้ารับการรักษาด้วยศาสตร์แห่งศิลปะ


Highlight

● ‘ศิลปะ’ ถือเป็นคำที่มีความหมายกว้างมาก เนื่องจากศิลปะเป็นศาสตร์ที่มีมากมายหลายแขนง ดังนั้นเมื่อนำศิลปะมาทำงานร่วมกันกับร่างกายและจิตใจของมนุษย์ เพื่อช่วยในการบำบัดจึงไม่มีข้อจำกัดด้านรูปแบบ เพียงแต่ต้องใช้ให้ถูกกับอาการเหมือนกับการรักษาโรค

● ศิลปะบำบัดในแนวทางมนุษยปรัชญา ถือเป็นการบำบัดรักษาจากภายในที่จะช่วยให้ผู้บำบัดได้เข้าใจถึงจิตใจของตัวเอง

● หน้าที่ของนักศิลปะบำบัดคือ การสังเกต, วิเคราะห์ และแนะนำ เพื่อนำพาให้ผู้รับการบำบัดได้ปรับเปลี่ยนความรู้สึกให้ดีขึ้นได้


ถึงแม้ว่า ศิลปะบำบัด (Art therapy) จะไม่ใช่ศาสตร์แขนงใหม่ แต่ถ้าพูดถึงความเข้าใจในศาสตร์นี้ของคนทั่วไป ก็อาจจะมองเห็นแค่ในมิติของฝึกสมาธิเพียงอย่างเดียว ทั้งที่จริงศิลปะบำบัดเป็นศาสตร์ที่ดึงเอาการทำงานศิลปะในหลากหลายแขนงมาช่วยเยียวยาร่างกายและจิตใจของมนุษย์ให้ดีขึ้นได้ในหลายแง่มุม


Jigsaw For Good Life ใน EP. 6 นี้ คุณเอ๋ (นิ้วกลม) จึงขอหยิบยกเอาศาสตร์ด้านศิลปะนี้มาไขข้อข้องใจและเผยให้เห็นแนวทางแห่งการบำบัดที่หลายคนเคยได้ยินแค่ยังไม่เคยรู้จักมาเล่าให้กระจ่าง


ผ่านการสัมภาษณ์คุณอุพันธ์ พฤกษ์พันธ์ขจี (ครูมอส) นักศิลปะบำบัดมืออาชีพที่จะมาช่วยให้ความกระจ่างของการทำศิลปะบำบัดว่า ศิลปะบำบัดสามารถทำงานกับร่างกายและจิตใจมนุษย์ให้ดีขึ้นอย่างไรบ้าง และจะช่วยรักษาโรคต่างๆ ได้จริงหรือไม่ในบทความฉบับนี้เลย

ทำความเข้าใจในศาสตร์ ‘ศิลปะบำบัด’

เมื่อพูดถึงคำว่า ‘ศิลปะบำบัด’ เป็นคำที่มีความหมายกว้างมาก ไม่ต่างจากคำว่าศิลปะสักเท่าไหร่นัก ดังนั้น การจะหานิยามที่จำกัดความของศาสตร์นี้ได้ คงจะต้องขึ้นอยู่กับชุดความคิดและยุคสมัยที่เปลี่ยนไปของมนุษย์ว่ามองศิลปะบำบัดนี้เป็นเครื่องมือที่ช่วยใดด้านใด

โดยนักศิลปะบำบัดผู้ทำหน้าที่เยียวยารักษาจิตใจผู้เข้ารับการบำบัดจะเป็นผู้ทำหน้าที่หยิบยื่นวิธีการด้านศิลปะมาให้ ไม่ว่าจะเป็นการปั้น การระบายสี ดนตรี หรือแม้กระทั่งภาษาเองก็ถือเป็นศิลปะในรูปแบบหนึ่งที่ช่วยปรับเปลี่ยนบางสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจและร่างกายของคนเราให้สมดุลได้มากยิ่งขึ้น

ทฤษฎีของศิลปะเพื่อการทำบำบัดที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันจึงมีมากมายหลายรูปแบบ และแต่ละทฤษฎีก็มีรูปแบบของการบรรเทาอาการต่างๆ ที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่า ใครเหมาะสมที่จะใช้ศิลปะในแขนงไหนในการรักษา

แต่สำหรับหลายคนที่มุ่งเน้นการบำบัดผ่านการเรียนรู้และทำความเข้าใจในตนเองจากภายใน ขอแนะนำให้รู้จักกับศิลปะบำบัดในแนวทางมนุษยปรัชญา ทฤษฎีทางศิลปะบำบัดซึ่งเกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ประมาณ 100 ปีในประเทศเยอรมนีที่ก็แบ่งออกมาอีกหลายแขนง แต่หนึ่งในแขนงที่น่าสนใจซึ่งช่วยทำให้นักศิลปะบำบัดสามารถมองเห็นถึงแนวทางที่จะช่วยนำพาผู้เข้ารับการบำบัดมองเห็นถึงจิตวิญญาณและสมดุลของชีวิตตนเองที่ขาดหายไป กลับเป็นแขนงวิชาง่ายๆ อย่างการใช้ ‘สี’ ในการบำบัด


ทฤษฎี ‘สี’ ในการทำศิลปะบำบัด

อย่างที่ทราบกันดีว่า ผู้ทำหน้าที่วินิจฉัยโรคทางกายและใจคือ แพทย์และจิตแพทย์ แต่หน้าที่ผู้ช่วยซึ่งรับไม้ต่อมาเพื่อการบำบัดจะเป็นเหล่านักจิตวิทยารวมถึงนักศิลปะบำบัด

การที่ผู้รับการบำบัดจะได้เข้ารับการรักษาด้วยทฤษฎีใด ทฤษฎีหนึ่งก็ต้องผ่านการวินิจฉัยอาการเจ็บป่วยจากแพทย์ผู้รู้ในศาสตร์แขนงเดียวกัน เช่นเดียวกันกับการเข้ารับการรักษาด้วยทฤษฎีการบำบัดด้วยสี ที่ก็ต้องทำงานร่วมกันได้กับโรคและอาการที่เกิดขึ้น จึงจะเกิดผลลัพธ์ที่น่าพอใจ

ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มผู้ป่วยที่มีปัญหาความเครียดที่ส่งผลถึงระบบการทำงานของปอด เนื่องจากขาดสมดุลด้านการหายใจ การบำบัดด้วยทฤษฎีการใช้สีผ่านการวาดภาพก็จะช่วยทำให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมการหายใจได้ดีขึ้น เนื่องจากทุกสีที่ใช้ในการบำบัดทำให้คนรู้สึกสดชื่นเมื่อได้ระบายออก รวมถึงนำสิ่งดีๆ จากการทำบำบัดผ่านคำแนะนำของนักศิลปะบำบัดในระหว่างการทำกิจกรรมกลับเข้าไปด้วย

‘สี’ ช่วยในการบำบัดได้อย่างไร

สำหรับการทำศิลปะบำบัดด้วยสี นักศิลปะบำบัดจะใช้ กระดาษหมาด, พู่กัน, แก้วน้ำ และสีทั้งหมด 13 โทน ซึ่งอุปกรณ์เพียงแค่ไม่กี่ชิ้นในการทำกิจกรรม ซึ่งโทนสีในการใช้ในการบำบัดจะเป็นโทนสีที่เรียกกันว่า ‘โครงรุ้ง’ ที่ไล่โทนสีที่เปรียบเสมือนช่วงเช้าของวันอย่างมาเจนต้า (Magenta) ไปจนถึงสีที่ 13 คือ สีม่วงไวโอเลต (Violet) ที่เป็นสีสุดท้ายของวัน

โดยสีในแต่ละโทนจะทำหน้าที่บ่งบอกสภาวะความสมดุลในจิตใจและร่างกายของผู้ป่วย ซึ่งในครั้งแรกๆ จะทำหน้าที่เท่านี้ แต่ในการบำบัดครั้งหลังๆ สีเหล่านี้จะทำหน้าที่เติมเต็มช่องว่างในส่วนที่ขาดไปเรื่อยๆ ด้วยหลักจิตวิทยาและจากการแนะนำของนักศิลปะบำบัดอย่างใกล้ชิด


เคล็ดลับของนักศิลปะบำบัดที่ใช้ในการรักษา

กระบวนการทำศิลปะบำบัด นักศิลปะบำบัดจะมีวิธีในการช่วยบรรเทาอาการของผู้ป่วยด้วย 3 เทคนิคหลัก ดังนี้

1. การสังเกต

ไม่ว่าจะเป็นบุคลิก ท่าทาง การพูดจา หรือแม้กระทั่งการแต่งกายเองก็ถือเป็นส่วนหนึ่งที่นักศิลปะบำบัดใช้ในการทำความเข้าใจและเข้าถึงตัวตนของผู้ป่วยโดยครูมอสยกกรณีการสังเกตจากเรื่องการแต่งกายที่สามารถใช้ทฤษฎีสีและหลักทางจิตวิทยามาช่วยในการรักษา
เพราะโทนสีของเสื้อผ้ามักจะมีโทนที่พวกเขาโปรดปรานอยู่แล้ว แล้วนักศิลปะบำบัดก็จะได้เห็นว่า สีแรกของเขาที่ใช้ระบายมันเชื่อมโยงถึงเสื้อผ้าที่เขาใช้หรือเปล่า

2. การวิเคราะห์

การเข้ารับการบำบัดในครั้งแรกจะเป็นการสังเกตถึงจิตใจของผู้รับการบำบัดจากการใช้สี และนำมาวิเคราะห์ต่อเพื่อหาจุดที่ผู้ป่วยขาดความสมดุลซึ่งก่อให้เกิดโรคต่อไป ซึ่งวิธีการวิเคราะห์จะดูจากการใช้สีทั้ง 13 โทนสีซึ่งเป็นตัวแทนของความรู้สึกในจิตใจของผู้ป่วยว่า พวกเขากำลังขาดความสมดุลในเรื่องใดก่อนจะเข้าสู่กระบวนการต่อไป

3. การแนะนำ

เข้าสู่ขั้นตอนต่อมาที่เป็นจุดที่นักศิลปะบำบัดใช้ในการเติมเต็มช่องว่างของผู้รับการบำบัด รวมถึงปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างเพื่อการระบายความรู้สึกออกมา นั่นคือ ‘การแนะนำ’ ผ่านการใช้สีที่ผู้รับการบำบัดเลือกใช้ในกระดาษโดยจะเติมให้รูปวาดที่ต่อยอดมาจากการบำบัดในครั้งแรกนั้นมีสีที่เติมเต็มความรู้สึกภายในที่ครบและชวนให้ผู้ป่วยรู้สึกมีความสุขและบรรเทาอาการของโรคที่เป็นอยู่ได้ในทางอ้อม


สรุป

การทำศิลปะบำบัด ถือเป็นอีกหนึ่งศาสตร์ที่ช่วยบรรเทาความทุกข์จากใจ ซึ่งส่งผลดีต่อร่างกายได้อีกหนึ่งต่อ ทำให้กายและใจของผู้รับการบำบัดเข้าสู่กระบวนการเยียวยาจากจิตใจเบื้องลึกภายในที่ไม่สมดุล และช่วยประคับประคองชีวิตให้ดำเนินต่อไปได้ไม่ว่าจะเจอกับความปกติสุขหรือปกติทุกข์ในชีวิตประจำวันก็ตาม

“รับชมแบบวิดีโอ”


“บทความที่เกี่ยวข้อง”