ซิกน่า
สอบถามผลิตภัณฑ์โทร 0-2099-3999
TH Thai

พบจิตแพทย์แปลกหรือไม่ ทำไมใครๆ ถึงมองว่าเป็นบ้า หาคำตอบได้ที่นี่

พบจิตแพทย์ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด ft.นพ.ภุชงค์ เหล่ารุจิสวัสดิ์


“ การพบจิตแพทย์น่ากลัวหรือไม่
ไม่ใช่ว่าเข้ามาแล้วจะต้องรู้สึกเหมือนโดนตัดสินอะไร ”


Minute Pick Up

0.06 - การพบจิตแพทย์น่ากลัวหรือไม่
4.09 - ความเข้าใจผิดในเรื่องของ ‘การยอมรับ’ กับคำว่า ‘บ้า’
9.02 - การเข้าพบจิตแพทย์ต้องเจอกับอะไรบ้าง
15.40 - ‘ยา’ ช่วยรักษาอาการด้านจิตใจได้จริงไหม
23.00 - ความแตกต่างของอาชีพจิตแพทย์และนักจิตบำบัด
26.42 - นิยามของคำว่าบ้าในมุมมองของจิตแพทย์


Highlight

● คนไทยส่วนใหญ่มักมองว่า คนที่เข้าไปพบจิตแพทย์คือคนที่มีปัญหาทางจิตหรือวิกลจริต ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่เลือกที่จะหลีกเลี่ยงการเข้าพบกับจิตแพทย์

● ทั้งที่จริงแล้วอาชีพจิตแพทย์เป็นอาชีพบริการที่ไม่ว่าใครก็สามารถเข้าพบเพื่อขอรับคำแนะนำ และขอเข้าพบจิตแพทย์เพื่อทำการรักษาได้โดยไม่จำเป็นต้องป่วยถึงขั้นเป็นโรคซึมเศร้าหรือไบโพลาร์

● การรับประทานยาควบคู่ไปกับการบำบัดไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด แต่เป็นการปรับสมดุลการใช้ชีวิต เพื่อให้สามารถเตรียมพร้อมรับมือกับอาการของโรคทางใจที่มีได้ดียิ่งขึ้น


เหนื่อย หมดไฟ ไม่มีกำลังใจ เครียด ซึมเศร้า ถ้าเกิดมีอาการและความรู้สึกเหล่านี้เกิดขึ้นภายในจิตใจ คุณเลือกที่จะจัดการอย่างไรบ้าง?


หลายคนอาจจะเลือกใช้วิธีระบายด้วยการบอกเล่าให้คนรอบข้างได้รับรู้ หรือโพสต์ลงโซเชียลมิเดียต่างๆ เผื่อจะมีใครสักคนผ่านมาแล้วยินดีที่จะรับฟัง ซึ่งถ้าเป็นแค่อารมณ์ความรู้สึกชั่วคราวเล็กๆ น้อยๆ วิธีการเหล่านี้ก็อาจจะช่วยได้


แต่ถ้าถึงขั้นไม่สามารถขจัดหรือควบคุมอารมณ์ในแง่ลบให้หายไปได้เลย ทางออกของการรักษาที่ดีที่สุดคือ การเข้าพบจิตแพทย์ เพื่อรับฟังคำแนะนำและการปฏิบัติตัวที่ถูกวิธี


Jigsaw For Good Life ใน EP. 4 นี้ คุณเอ๋ (นิ้วกลม) จึงได้เชิญคุณหมอภุชงค์ เหล่ารุจิสวัสดิ์ จิตแพทย์และอาจารย์คณะแพทยศาสตร์จากโรงพยาบาลจุฬาฯ กลับมาช่วยต่อจิ๊กซอว์ทางความคิดให้ชีวิตดีขึ้นด้วยกันอีกครั้งในหัวข้อ “พบจิตแพทย์ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด” และการบำบัดจิตที่ไม่ใช่แค่เรื่องของคนบ้า แต่เป็นเรื่องที่คนธรรมดาก็สามารถทำได้


ทำความรู้จัก ‘จิตแพทย์’ อาชีพบริการให้คำปรึกษาปัญหาทางใจ

สำหรับคุณหมอภุชงค์มองว่า อาชีพจิตแพทย์ เป็นอาชีพบริการอย่างหนึ่งที่เริ่มต้นมาจากสายการแพทย์ โดยจะมีหลายหน้าที่ด้วยกัน ดังนี้


1. การให้คำปรึกษา

สำหรับคนที่ไม่ได้เจ็บป่วยหรือเป็นโรค แต่มีภาวะเครียดจากปัญหาที่ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ ก็สามารถขอเข้าพบจิตแพทย์เพื่อขอรับคำแนะนำได้ ซึ่งจิตแพทย์จะทำการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับปัญหาเหล่านั้นโดยวิเคราะห์จากการพูดคุยและการรับฟังเป็นส่วนใหญ่

2. การวินิจฉัยอาการป่วยทางจิต

โดยจะแบ่งออกเป็นโรคประเภทจิตเวช (Psychiatric disorders) เช่น โรคซึมเศร้า โรคไบโพลาร์ โรควิตกกังวล ฯลฯ และโรคทางระบบประสาท (Neurology) ที่จะเน้นการวิเคราะห์ในส่วนการทำงานของสมองที่ผิดปกติจากความทุกข์ หรือความเครียดต่างๆ เพื่อทำการรักษาด้วยการปรับแก้ไขในด้านระบบสมองต่อไป

3. ทำการรักษา

ไม่ว่าจะเป็นการบำบัดด้วยการพูดคุยเพื่อปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรมให้ดีขึ้น, ทำการสั่งจ่ายยาควบคู่ไปกับการรักษา, การใช้คลื่นไฟฟ้ากระตุ้นสมอง หรือการประเมินว่า ผู้ป่วยต้องพักฟื้นในโรงพยาบาลหรือไม่ เป็นต้น

และนอกจากจิตแพทย์แล้ว ก็ยังมีอีกหลายอาชีพที่สามารถทำการบำบัดและให้คำปรึกษากับคนที่มีปัญหาทุกข์ใจเพิ่มเติมได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น ไลฟ์โค้ช, ที่ปรึกษาชีวิต, หมอดู หรืออีกอาชีพหนึ่งที่ได้ยินกันอยู่บ่อยๆ อย่าง ‘นักจิตบำบัด’ เองก็เป็นอาชีพที่ทำงานร่วมกันกับการรักษาจากจิตแพทย์ด้วยการบำบัดจากการทำแบบทดสอบทางจิตวิทยาเพื่อให้เข้าใจในอารมณ์และความรู้สึกของผู้ที่มาเข้ารับการรักษามากยิ่งขึ้น


อาการแบบไหนที่ต้องเข้าพบจิตแพทย์

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในปัจจุบันปัญหาสุขภาพจิตกลายเป็นเรื่องแพร่หลายที่ทุกคนมีโอกาสเผชิญหน้าได้ เนื่องจากสภาวะสังคม สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และรูปแบบการใช้ชีวิตที่ดูจะสลับซับซ้อน ชวนให้รู้สึกกดดันมากกว่าสมัยก่อน จนเป็นบ่อเกิดของความเครียดและโรคทางใจต่างๆ ซึ่งถ้าปล่อยไว้อาจจะลุกลามกลายเป็นความรู้สึกด้านลบที่รุมเร้า และก่อให้เกิดปัญหาฆ่าตัวตายตามมา ดังนั้น การเข้ารับการรักษาจากผู้เชี่ยวชาญจึงเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ช่วยบรรเทาปัญหาสุขภาพทางใจได้

แต่จากผลสำรวจของหลายๆ สำนักด้านสุขภาพยังระบุว่า คนไทยส่วนใหญ่ยังคงมีความเชื่อว่าการเข้าพบจิตแพทย์มีไว้สำหรับผู้ป่วยทางจิต หรืออาการที่เรียกว่า ‘บ้า’ เท่านั้น ทำให้หลายคนที่พบเจอกับอาการป่วยทางใจไม่กล้าที่จะเดินเข้าไปขอรับการบริการโดยตรง เพราะกลัวคนอื่นมองว่ามีอาการจิตไม่ปกติ

ทั้งที่จริงแล้ว ไม่ว่าใครก็สามารถเข้าพบเพื่อขอรับคำแนะนำ และขอเข้าพบจิตแพทย์เพื่อทำการรักษาได้โดยไม่จำเป็นต้องมีอาการป่วยเลยด้วยซ้ำ

ยกตัวอย่างกลุ่มคนที่ไม่ได้มีอาการป่วย แต่ต้องการขอรับคำปรึกษาจากจิตแพทย์ เช่น กลุ่มคนทำงานที่มีความรู้สึกเครียด กังวล หรือไม่สบายใจบางอย่าง แล้วยังไม่สามารถหาคำตอบของความทุกข์ให้กับตัวเองได้ อาจจะลองไปพบกับจิตแพทย์ เพื่อหาสาเหตุของความไม่สบายใจที่เกิดขึ้นและหาทางเปลี่ยนแปลงอารมณ์เหล่านั้นให้กลับมาเป็นปกติได้

หรือในกลุ่มคนที่เริ่มมีพฤติกรรมแปลกไป โดยมีการรับรู้ที่ไม่ตรงกับความจริงจนทำให้ประสิทธิภาพของตัวเองลดลงอย่างไม่มีสาเหตุ เช่น

  • มีอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปจนถึงขั้นรุนแรงมากๆ เช่น เมื่อก่อนเป็นคนพูดน้อย แต่ตอนนี้กลายเป็นพูดไม่หยุด, จากเคยเป็นคนอารมณ์เย็นกลับกลายเป็นคนอารมณ์ร้อนเกินความพอดี เป็นต้น
  • มีอาการยึดติดกับอดีต เช่น ไม่สามารถลืมเหตุการณ์เลวร้ายในอดีตได้ มองเห็นภาพเดิมซ้ำๆ จนกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวัน เป็นต้น
  • มีความผิดปกติกับร่างกายเกิดขึ้นซ้ำๆ เช่น นอนไม่หลับซ้ำๆ ปวดหัวบ่อยๆ หรือป่วยแบบไม่มีสาเหตุติดต่อกัน เป็นต้น
  • ไม่สามารถจัดการกับความสัมพันธ์กับคนรอบตัวได้ ไม่ว่าจะกับครอบครัว เพื่อน คนรัก หรือผู้คนที่รู้จักทั่วไปก็ตาม

ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นของอาการป่วยทางใจที่ต้องรีบเข้าพบจิตแพทย์เพื่อรักษา อย่าปล่อยให้อาการแย่ลงจากความกลัวหรือความอายที่เกิดขึ้นเพราะความเชื่อแบบเดิมๆ ที่ไม่เป็นความจริง


การเข้าพบจิตแพทย์ช่วยให้สุขภาพจิตดีขึ้นได้อย่างไร

สำหรับใครที่ยังกังวลว่า การพบจิตแพทย์จะช่วยทำให้ความรู้สึกในด้านลบหายไปได้จริงหรือไม่ คุณหมอภุชงค์ได้ให้คำตอบไว้ ดังนี้

1. ช่วยทำให้เกิดความเข้าใจในตนเอง

จิตแพทย์จะรับหน้าที่เป็นผู้รับฟังและเป็นกระจกสะท้อนถึงปัญหาที่เจอจากการสอบถามปัญหาในเชิงลึกเท่าที่จำเป็น ทำให้คุณสามารถมองเห็นความรู้สึกของตัวเองได้ดีขึ้น

2. ช่วยทำให้ยอมรับกับปัญหา

เพราะการยอมรับว่า ชีวิตนี้มีปัญหาถือเป็นบันไดขั้นแรกสุดของการแก้ปัญหาอย่างหนึ่ง ซึ่งการเข้าพบจิตแพทย์จะช่วยทำให้คนที่มองไม่เห็นถึงความรู้สึกทุกข์ของตนเองสามารถยอมรับถึงปัญหาที่มี และหาทางรับมือกับมันได้ดีมากยิ่งขึ้น

3. ช่วยทำให้คนรอบข้างเข้าใจในตัวผู้ป่วย

การเข้าพบจิตแพทย์ไม่ได้จำเป็นจะต้องไปคนเดียว การพาคนใกล้ชิดมาร่วมรับฟังด้วยก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความเข้าใจในความรู้สึกทุกข์ใจของผู้ป่วย พร้อมกับเรียนรู้วิธีการบำบัดและรักษาในแบบที่ถูกต้อง ซึ่งจะช่วยทำให้อาการบรรเทาลงได้ง่ายกว่าการพยายามรักษาด้วยตัวเองเพียงคนเดียว

4. ช่วยทำให้อาการทุเลาลงได้จากการใช้ยา

หลายคนที่เข้าพบจิตแพทย์อาจจะได้รับการรักษาจากการใช้ยาร่วมด้วย ซึ่งการใช้ยาควบคู่ไปกับการบำบัดไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด แต่เป็นการปรับสมดุลการใช้ชีวิต เพื่อให้สามารถเตรียมพร้อมรับมือกับอาการของโรคทางใจที่มีได้ดีกว่าที่เคย

สรุป

หลักใหญ่ใจความที่สำคัญที่สุดในการรักษาอาการป่วยทางใจคือ ‘ทัศนคติและความเต็มใจ’ ที่จะเข้าพบจิตแพทย์เพื่อการรับการรักษา รวมถึงความพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงความคิดที่ว่า ความทุกข์คือปัญหาที่หนักหนาให้กลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาของชีวิตที่สามารถทำให้ดีขึ้นได้ด้วยตัวของเราเอง

“รับชมแบบวิดีโอ”


“บทความที่เกี่ยวข้อง”