ซิกน่า
สอบถามผลิตภัณฑ์โทร 0-2099-3999
TH Thai

อยู่กับผู้สูงวัย

อยู่กับผู้สูงวัย ft. หมอแอมป์ ตนุพล

“เราต้องคิดว่า ถ้าวันหนึ่งเป็นเขา เราจะมองแบบหนึ่ง
แต่ถ้าเราเอาใจใส่ว่าเป็นลูก เราจะมองอีกแบบหนึ่ง”


Minute Pick Up

00.54 -โลกของสังคมผู้สูงอายุ กับโรคที่ผู้สูงวัยมักประสบปัญหา
08:14 - การเข้าใจผู้สูงอายุ ไม่ใช่การบังคับ
15:15 - ความสัมพันธ์สร้างได้ จากความผูกพัน
28:24 - ก่อนจะสายไป ดูแลเอาใจใส่ให้ดี


แน่นอนว่าหลายครอบครัวที่มีภาระเยอะในการดำเนินชีวิต มักมองผู้สูงวัยที่อาศัยอยู่ด้วยกัน และขึ้นชื่อว่า “พ่อแม่” เป็นภาระหนักอย่างหนึ่ง ที่ทำให้ชีวิตถูกพันธนาการ ทำให้เดินต่อไปทางอื่นยาก เพราะคำว่าทิ้งไม่ได้ ยังไงก็พ่อแม่ ทำไมหลายคนถึงคิดเช่นนั้น วันนี้ ได้เชิญ นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ หรือ หมอแอมป์ มาพูดคุยถึงหัวข้อที่สังคมไทยให้ความสนใจกันมาก นั่นก็คือ การอยู่ร่วมกันระหว่างลูกๆ กับผู้สูงวัย

“ควรเปลี่ยนปัญหาระดับชาติ และเรื่องใหญ่ระดับโลกนี้ มาเป็นความเข้าใจ เพื่อการอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข”


โลกของสังคมผู้สูงอายุ กับโรคที่ผู้สูงวัยมักประสบปัญหา

โลกปัจจุบันเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเรื่อยๆ เห็นจากเปอร์เซ็นต์ของผู้สูงวัย ที่มีมากกว่าการกำเนิดเด็กรุ่นใหม่ โดยผู้คนสังคมสมัยนี้นิยมมีลูกน้อยลง ทั้งสภาพเศรษฐกิจและปัจจัยอื่น ส่งผลให้สังคมผู้สูงอายุมีอัตราที่สูงขึ้น โดยถ้าเห็นคนที่อายุ 60 ปีขึ้นไป หรือวัยเกษียณ (Silver Age) แล้วมีผมหงอก ก็มักนิยามกันว่า เป็นผู้สูงอายุแล้ว แต่ในหลายประเทศทั่วโลก ได้ปรับให้มีระดับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งได้แก่

  1. ระดับการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging society) คือ สังคมหรือประเทศที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 10% ของประชากรทั้งประเทศ แสดงว่าประเทศนั้นกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ
  2. ระดับสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged society) คือ สังคมหรือประเทศที่มีประชากรอายุ60 ปีขึ้นไป เกิน 20% ของประชากรทั้งประเทศ แสดงว่าประเทศนั้นเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์
  3. ระดับสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มที่ (Super-aged society) คือ สังคมหรือประเทศที่มีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไป มากกว่า 20% ของประชากรทั้งประเทศ แสดงว่าประเทศนั้นเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มที่ หรือมีผู้สูงอายุแบบขั้นสุดนั่นเอง

เมื่อเข้าใจการแบ่งระดับสังคมของผู้สูงอายุกันไปแล้ว ทีนี้ หากพูดถึงวัยสูงอายุ แน่นอนว่า ต้องมีโรคภัยการเจ็บป่วยตามมา ซึ่งเป็นเรื่องของลูกหลานที่ยังอาศัยร่วมกันกับท่าน ต้องคอยเฝ้าสังเกตและดูแลเอาใจใส่ให้ดี เริ่มตั้งแต่อาหารการกินและดูแลถึงสภาพจิตใจ โดยในวัยของผู้สูงอายุจะประสบกับปัญหาโรคร้าย อยู่ประมาณ 3 โรคที่พบบ่อย ดังนี้

  1. โรคหลอดเลือดตีบในสมอง/แตก หรือ Stroke นอกจากโรคความดัน โรคหัวใจวาย โรคเบาหวานแล้ว โรค Stroke เป็นโรคที่พบได้มากในขณะนี้ อันตรายของโรคนี้หากหลอดเลือดแตก ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะเสียชีวิต แต่หากหลอดเลือดแต่ไม่มาก จะพบปัญหาเกี่ยวกับ ปากเบี้ยว แขนเบี้ยว ขาเบี้ยว ไม่สามารถขยับบางส่วนของร่างกายได้ วิธีป้องกันคือ กินให้ดี อย่าให้ไขมันอุดตันหลอดเลือด กินผักเยอะๆ ส่วนการนอน ควรนอนให้พอ ไม่หลับๆ ตื่นๆ และไม่ปล่อยให้อ้วน ก็จะปลอดภัย
  2. โรคอัลไซเมอร์ และ พาร์กินสัน อีกหนึ่งโรคที่น่ากลัว ซึ่งส่งผลต่อสมองโดยตรง เมื่อสมองถดถอย ความทรงจำหลายอย่างก็หดหาย กลายเป็นหลงลืม แม้แต่ชื่อตัวเอง และชื่อลูกหลาน ซึ่งรักษาตอนหลงลืมไปแล้วแทบไม่มีประโยชน์ ต้องเริ่มตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไป คือช่วงวัยทอง ผู้หญิงวัยทองช่วง 50-52 ปี ผู้ชายวัยทองช่วง 55-60 ปี ต้องเริ่มใส่ใจท่านมากขึ้น และบำรุงร่างกาย สมองกระตุ้นความจำบ่อยๆ ไม่ให้สมองฝ่อลง
  3. โรคทางสุขภาพจิต รู้จักโรคทางกาย ทางสมองกันไปแล้ว มาถึงในส่วนโรคของจิตใจ ซึ่งบอกเลยว่า ผู้สูงวัย มักมีความอ่อนไหว ทางด้านจิตใจสูง กลัวลูกหลานไม่สนใจ ต้องใจเย็นและเรียนรู้ท่านให้มาก ใส่ใจแต่ไม่ได้ตามใจทั้งหมด แต่ก็ไม่ได้ไปดุ ขู่บังคับให้เกิดความรู้สึกแย่ อย่างน้อยสิ่งที่ท่านรอ ก็คือ อยากเห็นลูกหลานมีความสุข และมาอยู่ใกล้ๆ การสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์ที่ดี จึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะเยียวยาโรคนี้

การเข้าใจผู้สูงอายุ ไม่ใช่การบังคับ

การสื่อสารที่ดีเป็นสิ่งสำคัญ เมื่ออยู่กับผู้สูงวัยในสังคมผู้สูงอายุ ต้องเรียนรู้กันและกัน เข้าใจพฤติกรรมผู้สูงวัยให้มาก ความเข้าใจ ไม่ใช่การบังคับด้วยน้ำเสียง ว่าต้องทำตาม แต่ต้องใช้ศิลปะทางวาจา เช่น ถ้าไม่ดูแลตัวเอง จะทันเห็นความสำเร็จของลูกไหม, ถ้าหายไวๆ จะพาไปเที่ยวด้วยกันนะ ฯลฯ ก็จะเป็นแรงใจที่ดี แต่บางครั้งผู้สูงวัย มักเชื่อลูกยากมาก ถ้าลองให้หลาน หรือ หมอมาพูด ก็อาจทำให้ท่านเข้าใจและยอมง่ายขึ้น

การเข้าใจผู้สูงอายุ ไม่ใช่การบังคับ

หากอาศัยอยู่ร่วมกันแล้ว ควรสร้างความสัมพันธ์ให้สนิทกันทั้งครอบครัว พยายามหากิจกรรมร่วมกันบ่อยๆ ต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา ลองคิดถึงถ้าเราเป็นเขา จะคิดยังไง ต้องการอะไร หรือ เมื่อยังอยู่ในหน้าที่ลูก ควรทำหน้าที่อย่างไร ใช้หัวใจดูแล อย่าใช้เหตุผล หรือความถูกต้องกับท่านมาก พยายามสร้างพลังใจ สร้างความผูกพันให้กัน เพื่อให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขจะดีกว่า


ก่อนจะสายไป…ดูแลเอาใจใส่ให้ดี

คนเรามักคิดได้ เมื่อสายไป หากไม่ดูแลผู้สูงวัยในบ้านให้ดีตั้งแต่วันนี้ จะมาคิดทบทวนตอนท่านจากไปแล้ว นั่งบ่นกับตัวเองว่า ถ้าวันนั้นได้ดูแลท่าน คงดีกว่านี้ มันคงเป็นเรื่องที่เรียกกลับคืนมาไม่ได้แล้ว ดังนั้น ดูแลเอาใจใส่ตั้งแต่วันที่มีโอกาส ทำเหมือนวันนี้เป็นวันสุดท้าย พรุ่งนี้อยากดูแล อยากกลับไปหา ให้ทำเลย บางครั้งการกอดและบอกรักท่าน ก็ทำให้หัวใจมีความสุข ยิ่งกว่าได้ยาจากหมอซะอีก

สรุป

การอยู่ร่วมกับผู้สูงวัยในสังคมผู้สูงอายุ ไม่ใช่เรื่องยาก หากสร้างความรัก ความผูกพันที่ดีในครอบครัว ไม่ละเลยท่าน ไม่มองว่าเป็นส่วนเกิน หรือภาระปัญหา คำว่ากตัญญูยังคงใช้ได้เสมอ แต่ก็ยังตั้งอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องในฐานะลูกหลาน คนใกล้ชิด และสุดท้าย ทุกอย่างคงขึ้นอยู่กับจิตสำนึกที่ดีด้วย เมื่อเลือกดูแลท่านได้ดี ก็จะไม่เสียใจทีหลัง เพราะได้ให้ความรัก ความใส่ใจแก่ท่านอย่างเต็มที่แล้ว

“รับชมแบบวิดีโอ”


“บทความที่เกี่ยวข้อง”