ซิกน่า
สอบถามผลิตภัณฑ์โทร 0-2099-3999
TH Thai

‘ความคาดหวัง’ จากผู้ใหญ่ ทำร้ายคน GEN ใหม่มากกว่าที่คิด!

คนรุ่นใหม่ vs ผู้ใหญ่ เมื่อความดีของเราไม่เหมือนกัน ft.นพ.ภุชงค์ เหล่ารุจิสวัสดิ์


“เราเห็นลูกว่าไม่มีความสุข เรากลับบอกว่าให้เขาอดทนหน่อย และปล่อยให้เขาเจอกับเรื่องเดิมๆ ซ้ำๆ แต่เราก็ไม่เคยหันกลับมามองเลยว่า สิ่งที่เราให้ลูกทำมันเป็นเรื่องที่ดีสำหรับเขาจริงๆ หรือเปล่า ”


Minute Pick Up

0.31 - ชีวิตของคน GEN ใหม่กับความทุกข์ที่ต้องเผชิญ
6.47 - ความคาดหวังที่คน GEN ใหม่ต้องแบกรับ
13.41 - ความเห็นอกเห็นใจคือสิ่งที่ผู้ใหญ่ต้องมี
19.57 - เสียงจากคน GEN ใหม่ที่อยากให้ผู้ใหญ่ลองรับฟัง


Highlight

● เพราะความคาดหวังคือความต้องการที่ไม่มีที่สิ้นสุด จึงส่งผลกระทบให้คนที่ต้องแบกรับความคาดหวังอย่างคนใน Generation ใหม่ต้องเป็นทุกข์ และมีโอกาสตกอยู่ในสภาวะโรคซึมเศร้าที่สูงกว่าคนสมัยก่อน เนื่องจากไม่มีพื้นที่ให้ระบาย หรือหาหนทางจัดการกับความรู้สึกที่มีอยู่ไม่ได้ด้วยตัวเอง

● หนทางแก้ไขปัญหาที่เป็นไปได้อาจต้องเริ่มจากการเรียนรู้ความแตกต่างด้าน Generation และเติมเต็มช่องว่างระหว่างวัยด้วยความเห็นอกเห็นใจจากฝ่ายผู้ใหญ่ รวมถึงมอบพื้นที่ให้เด็ก GEN ใหม่ได้มีพื้นที่แสดงออกถึงตัวตนได้มากขึ้น


นอกจากโลกที่ทำการหมุนเวียนเพื่อเปลี่ยนผ่านวันเวลาไปแล้ว ด้านสังคมของมนุษย์เองก็ไม่เคยที่จะหยุดพัฒนา จากรุ่นหนึ่งที่คิดว่า สิ่งนี้คือความดีงามที่ต้องยึดถือและปฏิบัติตามกลับกลายเป็น ‘ความคาดหวัง’ ที่น่ากดดันเสียเหลือเกินสำหรับคนรุ่นใหม่...


และนี่คือเหตุผลที่ Jigsaw For Good Life ใน EP. 2 หยิบยกประเด็นเรื่องความต่างวัยระหว่างคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง และน้องๆ GEN ใหม่ มากะเทาะเปลือกเพื่อหาจุดแตกร้าวด้านความคิดและความสัมพันธ์กันให้กระจ่างในหัวข้อ “คนรุ่นใหม่ vs ผู้ใหญ่ เมื่อความดีของเราไม่เหมือนกัน”


Generation ที่เปลี่ยนไป อะไรๆ ก็ ‘ไม่เหมือนเดิม’


นพ.ภุชงค์ เหล่ารุจิสวัสดิ์ จิตแพทย์และอาจารย์คณะแพทยศาสตร์จากโรงพยาบาลจุฬาฯ ได้ให้นิยามโลกของเด็ก GEN ใหม่ว่า ‘เป็นโลกใบเดิมที่ทำให้เด็กสมัยนี้ทุกข์กว่าเดิม’

เนื่องจากคนรุ่นใหม่อย่าง GEN Y เป็นต้นไป เติบโตมาในยุคที่เรียกกันว่า Digital native มีรูปแบบการใช้ชีวิตอยู่กับทั้งโลกออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งต่างจากผู้ใหญ่ที่ใช้ชีวิตอยู่ในยุค Baby Boomer หรือ GEN X ที่ยังคงยึดถือในขนบและความคิดแบบดั้งเดิม ทำให้การใช้ชีวิตของคนทั้ง 2 ช่วงวัยกลายเป็นช่องว่างที่เด็กก็ไม่อยากทำตามคำสั่งผู้ใหญ่ ส่วนฝ่ายผู้ใหญ่ก็ต้องบังคับให้เด็กอยู่ในโอวาทเสมอ

และเพราะความแตกต่างทาง Generation นี้ ทำให้คน GEN ใหม่ต้องแบกรับความกดดันจากผู้ใหญ่ทั้งในด้านคำพูดหรือการกระทำที่เหมือนเป็นการบังคับกันกลายๆ ว่า การทำตามพ่อแม่ = การทำความดี ซึ่งนี่เป็นหนึ่งสิ่งที่ผู้ใหญ่ใช้เป็นมาตรวัดถึงความกตัญญู

แต่พ่อแม่ทุกคนก็เหมือนจะลืมหันกลับไปมองดูว่า บรรทัดฐานของความดีที่คนรุ่นก่อนๆ สร้างขึ้นมายังสามารถปรับใช้กับเด็กในยุคได้อยู่หรือไม่ หรือจริงๆ แล้วมันไม่ใช่ความดีที่จะนำพาคนรุ่นใหม่ไปสู่ความสำเร็จจนการได้รับการยกย่อง แต่เป็นเพียงความคาดหวังจากคนรุ่นก่อนที่นำไปทาบทับและต้องการผลักดันให้พวกเขาทำในสิ่งนั้น-สิ่งนี้ได้

จนสุดท้าย ผลของการคาดหวังที่มาจากความหวังดีนั้นย้อนกลับมาทำร้ายถึงในระดับความสัมพันธ์และจิตใจ ซึ่งเด็ก GEN ใหม่ต้องทนแบกรับมันไว้ ทั้งๆ ที่ทางเลือกในชีวิตของเด็กในสมัยนี้มีให้เลือกอีกมากมาย แต่พวกเขากลับไม่สามารถเลือกทางเดินเหล่านั้นได้ด้วยตัวเองเลยสักทาง


‘ความคาดหวัง’ ของคนรุ่นก่อนและ ‘ความสุข’ ของคนรุ่นนี้มักสวนทางกัน

หากมองกันในมุมของคนทั่วไปอาจรู้สึกว่า คนรุ่นใหม่เป็นกลุ่มคนที่กล้าคิด กล้าทำ และมีช่องทางในการแสดงออกถึงความรู้สึกได้มากมาย แต่ย้อนกลับมาดูยังผลสำรวจต่างๆ จะเห็นว่า คน GEN ใหม่ใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ความรู้สึกทุกข์มากกว่าคำว่าสุขหลายเท่า

เพราะคนรุ่นใหม่เกิดความรู้สึกวิตกกังวลจากสิ่งที่ต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นในด้านการเรียน, การทำงาน หรือการทำหน้าที่ตามบทบาททางสัมคมที่มักจะได้รับการจับจ้องและคาดหวังจากผู้ใหญ่ ทำให้เกิดความรู้สึกว่า ตัวเองยังทำได้ไม่ดี ไม่มีคุณค่า และนำพาไปสู่โรคภัยต่างๆ ที่ตามมา โดยเฉพาะ ‘โรคซึมเศร้า’ ที่มีความเครียดสะสมและสภาพแวดล้อมที่กดดันเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นทำให้อาการของโรคกำเริบหนักขึ้น บานปลายไปจนถึงหลายคนถึงขั้นจบชีวิตของตัวเองลงเลยก็มี

ดังนั้นคำว่า ‘ลำบากวันนี้สบายวันหลัง’ อาจนำมาใช้เป็นคำขวัญประจำใจที่หล่อหลอมให้คน GEN ใหม่ฮึดสู้กับปัญหาร้อยแปดพันเก้าที่ต้องเจอในประจำวันไม่ได้เหมือนกับคนในรุ่นก่อนที่เติบโตมากับความอดทนและภูมิคุ้มกันทางอารมณ์ที่มีมากกว่า


‘ความคาดหวัง’ ของคนรุ่นก่อนและ ‘ความสุข’ ของคนรุ่นนี้มักสวนทางกัน

เมื่อการทำตามความคาดหวังของผู้ใหญ่ คือ การทำความดี แล้วพื้นที่ของ ‘ความสุข’ ของคนสมัยนี้อยู่ที่ไหน

มีหลายครั้งเหมือนกันที่คนรุ่นใหม่ตั้งคำถามกับตัวเองว่า ระหว่างความดีที่พ่อแม่คาดหวังกับความสุขของตัวเองนั้น พวกเขาควรจะเลือกอะไร และในเมื่อสิ่งที่เป็นความสุขที่หาเจอไม่ใช่เรื่องที่ควรทำในสายตาของผู้ปกครอง พวกเขาควรจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร?

เรื่องนี้ไม่ใช่การปรับเปลี่ยนแค่ในฝั่งของคนรุ่นใหม่เท่านั้น แต่ทางฝั่งผู้ใหญ่เองก็ต้องเปิดรับและทำความเข้าใจถึงมุมมองความแตกต่างทาง Generation นี้ด้วยเช่นกัน เพื่อลดความคาดหวังให้เหลือแค่ ‘ความหวัง’ ที่พอดี

ทำความเข้าใจกับสังคมที่เปลี่ยนไป เราจึงต้องเปลี่ยนตาม

แม้ในอดีตการเรียนเพื่อให้ได้เป็นหมอ เป็นครู หรือเข้ารับราชการจะเป็นความหวังที่ดีที่เมื่อบอกให้ลูกปฏิบัติตามแล้วจะสุขสบาย แต่นั่นคือชุดความคิดที่เป็นสูตรสำเร็จ เพราะในยุคไร้พรมแดนเช่นนี้ อาชีพถูกเปิดกว้างมากขึ้น ในเชิงธุรกิจเองก็มีทั้งเหล่า Start Up และ SMEs ที่เป็นพื้นที่ทำงานสำหรับคนยุคใหม่ ไม่จำเป็นต้องทำตัวขยันให้เจ้านายรักอีกต่อไป แต่คนสมัยนี้เติบโตในสายงานได้จากการขายไอเดียที่ดี

ดังนั้น การทำความเข้าใจกับสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปในยุคนี้จะช่วยทำให้พ่อ แม่ และผู้ปกครองกำหนดรูปแบบความคาดหวังออกมาตรงกับความต้องการของลูกหลานได้มากขึ้น เช่น ผู้ปกครองคาดหวังให้ลูกเรียนจบในสายอาชีพที่มีงานทำ ลูกสามารถเลือกได้ว่าสายอาชีพนั้นจะเป็นอะไร และค้นหาหาสิ่งที่ตัวเองชอบได้โดยมีผู้ปกครองช่วยสนับสนุนและนำทาง


บรรทัดฐานอยู่ในหลักความเป็นจริงหรือไม่

พ่อเป็นหมอ แม่เป็นพยาบาล ลูกก็คงต้องเกิดมาเป็น ‘คนเก่ง’ ในสายอาชีพแพทย์แน่ๆ...

ถ้านี่คือบรรทัดฐานที่ผู้ใหญ่หรือใครสักคนขีดเอาไว้ ถึงเวลาที่เราจะต้องลบเส้นมาตรฐานนี้ให้จางลง และมองให้เห็นว่า ความสุขของลูกหลานมีหน้าตาเป็นแบบไหน เพราะความเก่ง ความฉลาดและความสามารถเป็นเรื่องเฉพาะตัวที่ไปฝืนธรรมชาติไม่ได้ หรือถ้าฝืนได้คนที่โดนบังคับให้ทำในสิ่งที่ไม่ชอบไปเรื่อยๆ ก็คงจะรู้สึกเหนื่อยและไม่มีความสุขในการทำงานไปตลอดชีวิต


ความเห็นอกเห็นใจคือสิ่งที่ผู้ใหญ่ต้องมี

อย่าลืมว่า สมองของเราหากถูกหล่อหลอมและย้ำเตือนในเรื่องที่เป็นแบบเดิมบ่อยๆ เช่น ถ้าเกิดว่าเราพูดไปแล้วพ่อแม่ไม่ฟัง ชีวิตนี้มันคงจะทำอะไรเองไม่ได้แล้วแหละ สมองจะเชื่อว่าชีวิตเราจะกลายไปเป็นแบบนั้นไปจริงๆ

ถ้าหากผู้ใหญ่ไม่อยากทับถมเส้นทางชีวิตของเด็กคนหนึ่งด้วยความคาดหวังที่สูงเหมือนภูเขาก็ควรจะโยนวิธีการเหล่านี้ทิ้ง และเลือกรับฟังสิ่งที่พวกเขาจะพูดหรือบอกความต้องการให้มากขึ้น ซึ่งเด็กมีสิทธิ์ที่จะตอบปฏิเสธว่า ‘ไม่’ หากพวกเขาไม่อยากทำ และถ้าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยยังไงค่อยมาชี้แจงกัน

นอกจากนี้ ก็อย่าทำให้พวกเขารู้สึกว่า กำลังจะโดนควบคุมหรือโดนต่อต้านในทันที เพราะนี่คือวิธีการแสดงเจตจำนงค์ของตัวเขา และผู้ใหญ่เองก็ควรจะเปิดใจกว้างที่จะรับฟัง ไม่อย่างนั้นความสุขและความสัมพันธ์ดีๆ ระหว่างวัยอาจสานต่อไปไม่ได้ และกลายเป็นความทุกข์ที่คนรุ่นใหม่ต้องยอมรับและทำต่อไปอย่างเสียไม่ได้


สรุป

‘ความคาดหวัง’ เป็นเรื่องของความต้องการ มีหลายครั้งที่ผู้ใหญ่นำความต้องการหลายร้อยหลายพันอย่างจากประสบการณ์ตัวเองมาสวมทับให้ลูกหลานจนบดบังความสุขและความต้องการของพวกเขาไป

จะดีกว่าไหม? ถ้าสร้างสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับการรับฟังและเสนอแนะความคิดกันตั้งแต่แรก เพื่อป้องกันความไม่เข้าใจ ลดปัญหาช่องว่างระหว่างวัย และสร้างภูมิคุ้มกันให้กับจิตใจของคนรุ่นใหม่ให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น

“รับชมแบบวิดีโอ”


“บทความที่เกี่ยวข้อง”