ซิกน่า
สอบถามผลิตภัณฑ์โทร 0-2099-3999
TH Thai

ใช้ชีวิตให้มีความสุขด้วยการจัดสรรพื้นที่ชีวิตและการเป็นอยู่อย่างมีประโยชน์

ใช้ชีวิตให้มีความสุขด้วยการจัดสรรพื้นที่ชีวิตและการเป็นอยู่อย่างมีประโยชน์ ft. อ.อนุสรณ์ ติปยานนท์

“ บ้านควรจะเป็นที่พำนักทางจิตวิญญาณ เอาไว้พักผ่อนร่างกายและใจ ”


Minute Pick Up

00.00 - การอยู่ที่ดีเริ่มต้นได้อย่างไร
03:45 - Space กับ Community
11:13 - จัดบ้านอย่างไรให้อยู่ดีมากขึ้น
23:25 - บ้านในฐานะสถานพำนักแห่งจิตวิญญาณ


Highlight

● มนุษย์จำเป็นต้องอาศัยในพื้นที่สองรูปแบบ คือ space หรือพื้นที่ส่วนตัว และ community หรือพื้นที่ส่วนรวม

● หลักสำคัญของการจัดการพื้นที่ส่วนตัวคือคุณไม่ควรมีของมากเกินไป ซึ่งวัดได้จากการที่คุณมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งของต่างๆ ที่คุณมีหรือไม่


คุณสามารถใช้ชีวิตให้มีความสุขได้ เริ่มต้นที่บ้านของตัวเอง


เพราะบ้านคือบริเวณที่คุณใช้เวลาอยู่กับมันมากที่สุดในแต่ละวัน และคุณไม่สามารถที่จะย้ายบ้านของคุณได้บ่อยๆ บ้านจึงเป็นสถานที่แรกที่กำหนดอารมณ์ของคุณในแต่ละวัน หากคุณทำให้บ้านของคุณเป็นพื้นที่แห่งการสร้างความสุข คุณก็ย่อมที่จะใช้ชีวิตให้มีความสุขได้ไปตลอดทั้งวัน


Jigsaw For Good Life ใน EP.18 นี้ จึงเชิญ อ.อนุสรณ์ ติปยานนท์ มาพูดถึงการใช้ชีวิตให้มีความสุขด้วยการจัดสรรพื้นที่บริเวณต่างๆ ในชีวิต โดยเฉพาะพื้นที่อยู่อาศัยอย่างบ้าน ว่าควรจะจัดการพื้นที่อย่างไรให้คุณสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม


ใช้ชีวิตให้มีความสุขด้วยที่ปัจจัยสี่

สิ่งแรกที่มนุษย์มักจะนึกถึงเมื่อต้องนิยามว่าความเป็นอยู่ที่ดีต้องเป็นอย่างไรคือปัจจัยสี่อันประกอบไปด้วยเสื้อผ้า ยารักษาโรค อาหาร และที่อยู่อาศัย ซึ่งแท้ที่จริงแล้วสามารถจำแนกแยกย่อยได้เป็นสองกลุ่ม คือสิ่งที่มนุษย์เอาเข้าไปอยู่ในร่างกายอย่างเช่นอาหารและยา และสิ่งที่มนุษย์ใช้เพื่อดูแลตนเองอย่างเสื้อผ้าและที่อยู่อาศัย

และมนุษย์ต่างพยายามหาคำตอบของคำถามที่ว่าควรที่จะใช้ชีวิตแบบไหน เพื่อที่จะมีชีวิตแบบอยู่ดีกินดี ซึ่งคำตอบดังกล่าวสัมพันธ์ทั้งกับอาหาร ภูมิศาสตร์ ภูมิอากาศ ไปจนถึงที่อยู่อาศัย โดยการอยู่ที่ดีที่สุดคือการอยู่ดีตามหลักพุทธศาสนาที่เรียกว่า ‘สัปปายะ’ หรือการอยู่ด้วยจิตใจที่สงบ

พื้นที่กับการใช้ชีวิตให้มีความสุข

พื้นที่มีความสัมพันธ์กับการใช้ชีวิตให้มีความสุขเป็นอย่างยิ่ง โดยมีพื้นที่หลักๆ อยู่สองรูปแบบคือ space หรือพื้นที่ส่วนตัว และ community หรือพื้นที่ส่วนรวม ซึ่งประกอบไปด้วยพื้นที่ส่วนรวมที่มนุษย์สามารถเลือกที่จะอยู่ได้ และพื้นที่ส่วนรวมที่มนุษย์จำเป็นต้องอยู่โดยที่ไม่สามารถเลือกได้

ในอดีตที่มนุษย์ต่างมี space ที่ใหญ่ ทำให้มนุษย์มีโอกาสเลือก community ที่ดีได้ อย่างเช่นคุณสามารถเลือกไปนั่งคุยกับเจ้าอาวาสที่วัดในวันที่คุณไม่อยากทำงาน หรือคุณสามารถปลูกบ้านในสวนเพื่อหนีเพื่อนบ้านที่ไม่ดีได้ แต่ในสังคมสมัยใหม่ที่ space เล็กลงจนกลายเป็น microspace มนุษย์เลือกที่จะเก็บตัวอยู่ใน microspace ของตนและเข้าไปใน community บนโลกออนไลน์แทน

ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ community บนโลกออนไลน์ในปัจจุบันต่างไม่มีใครรู้ว่าอีกฝ่ายที่คุณมีปฏิสัมพันธ์ด้วยเป็นใคร แม้ว่าคุณจะรู้สึกได้ว่าคุณรู้จักอีกฝ่ายหนึ่งเป็นเวลานาน เทียบกับคนข้างบ้านที่คุณเห็นหน้าค่าตากันทุกวัน ซึ่งทำให้รู้สึกได้ว่าคุณเห็นตัวเขา และเขาก็เห็นตัวคุณเช่นกัน

แต่สิ่งที่คนทั่วไปนึกไม่ถึงคือการใช้ชีวิตให้มีความสุขจำเป็นที่จะต้องอาศัยชุมชน ยกตัวอย่างเช่นในสมัยก่อนเศรษฐีแต่ละตระกูลก็จะนิยมสร้างวัด เพื่อเอาที่ดินตรงลานวัดมาไว้ให้ลูกหลานเล่น หรือในอดีตเวลาที่จะไหว้พระก็ต้องไปไหว้ที่วัด คนจึงนิยมสร้างพระเอาไปไว้ที่วัด ไม่ใช่ไว้ในห้องพระอย่างในปัจจุบัน

หรืออย่างในต่างประเทศอย่างอินเดีย ตามถนนหรือตรอกต่างๆ จะเต็มไปด้วยคนที่มานั่งคุยกันจนดึกดื่นก่อนที่จะแยกย้ายกันไปนอน หรือในแอฟริกาที่ต้นไม้ใหญ่จะเป็นบริเวณที่คนจะไปรวมตัวกัน นั่งคุยกันไป ผู้หญิงคุย เอาผ้าไปทอ เด็กไปเรียนหนังสือ

ในปัจจุบันซึ่งสังคมได้เปลี่ยนเป็นสังคมที่มีวัฒนธรรมให้ความสำคัญกับพื้นที่ส่วนตัว สิ่งที่มาทดแทนชุมชนคือการหากลุ่มออกไปทำกิจกรรม อย่างบางคนรวมตัวกันไปวิ่ง บางคนรวมตัวกันไปทำอาหาร บางคนรวมตัวกันไปเล่นบอร์ดเกม คือมนุษย์ยังต้องการ community ต้องการที่จะมีปฏิสัมพันธ์อยู่ จึงต้องหาวิธีที่จะได้มา

สิ่งของกับการใช้ชีวิตให้มีความสุข

การจัดบ้านหรือกระบวนการที่ทำให้มนุษย์มี space มากพอที่จะใช้ชีวิต มีหลักการสำคัญคือคุณไม่ควรมีของมากจนเกินไป ซึ่งที่อยู่อาศัยในปัจจุบันอย่างคอนโดมิเนียมก็เป็นตัวจำกัดประมาณนึง ว่าคุณไม่สามารถที่จะเก็บของบางอย่างที่ไม่จำเป็นไว้ทั้งหมดได้

การจัดบ้านหรือกระบวนการที่ทำให้มนุษย์มี space มากพอที่จะใช้ชีวิต มีหลักการสำคัญคือคุณไม่ควรมีของมากจนเกินไป ซึ่งที่อยู่อาศัยในปัจจุบันอย่างคอนโดมิเนียมก็เป็นตัวจำกัดประมาณนึง ว่าคุณไม่สามารถที่จะเก็บของบางอย่างที่ไม่จำเป็นไว้ทั้งหมดได้

ในทางกลับกัน บางคนอาจจะรู้สึกว่าการมีของเยอะ ทำให้เขามีความมั่นคงในจิตใจ ซึ่งก็เป็นเรื่องจริง คือทำให้เกิดความมั่นคงทางจิตใจในแง่ที่ว่า อย่างน้อยเขาสามารถที่จะจัดการสิ่งของเหล่านี้ได้ภายใน microspace ที่เขามี ในขณะที่โลกข้างนอกดูยากเกินกว่าที่จะจัดการด้วยตัวเอง

ซึ่งการจะวัดว่าของที่คุณมีนั้นเยอะไปหรือน้อยไปคือการมองว่าคุณสัมพันธ์กับของชิ้นต่างๆ อย่างไร บางคนที่มีเยอะแล้วมีปฏิสัมพันธ์กับมันถือว่าเป็เรื่องที่ดี แต่ถ้าการมีของเยอะแล้วไม่มีปฏิสัมพันธ์เลย อย่างเช่นคุณมีหนังสือที่ไม่เคยเปิดอ่าน หรือจานชามที่ไม่เคยเอาออกมาใช้เลย การมีแบบนี้จะเริ่มเป็นปัญหาแล้ว

การที่มีของเยอะแต่ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับมันก็เป็นการละเลยรูปแบบหนึ่ง ซึ่งทำให้คุณเองก็กลายเป็นตู้เก็บของขนาดใหญ่ เพราะคุณไม่รู้สึกว่า space ที่หายไปจากของชิ้นหนึ่งคือสิ่งที่หายไป ในที่สุดจะกลายเป็นความรู้สึกยึดติดหรือ attachment ซึ่งจะทำให้คุณทิ้งของชิ้นนั้นยากขึ้นไปอีก

อีกเรื่องหนึ่งที่ควรพูดถึงคือเรื่องของความสวยงาม สิ่งหนึ่งที่วัดได้คือความรู้สึกที่คุณตื่นมาบนห้องนั้นแล้วรู้สึกว่ามันไม่แปลกหน้า ความงามเป็นเรื่องเหมือนกับการจัดสรรพื้นที่ว่างที่คุณรู้ว่าอะไรอยู่ตรงไหน และะเพราะอะไรถึงต้องอยู่ตรงนั้น เป็นคุณค่าในแง่ที่ว่าสิ่งของมันทำงานได้ตามประโยชน์ใช้สอยหรือไม่

จัดวางพื้นที่อย่างไรให้ชีวิตมีความสุข

สถาปัตยกรรมที่ดีต้องเปิดโอกาสให้คนเติบโตทางจิตวิญญาณ เพราะคุณไม่สามารถเปลี่ยนที่อยู่อาศัยบ่อยๆ ได้ ร่างกายจะเริ่มบอกว่าไม่โอเคกับการเปลี่ยนที่อยู่บ่อยๆ คุณจะรู้สึกว่าร่างกายมันแปลกแยกขึ้น เว้นแต่คุณเป็นพวกชนเผ่าเร่ร่อนที่สัมพันธ์กับดวงอาทิตย์ สัมพันธ์กับดวงดาว

พอคุณอยู่ในที่แห่งหนึ่งนานมากพอ คุณจะเริ่มเห็นรายละเอียดของชีวิตมากขึ้น ไม่ใช่แค่ space ภายนอกแต่รวมไปถึง space ของคนที่อยู่รอบๆ ด้วย คุณจะเริ่มสัมผัสว่าคุณเป็นส่วนหนึ่งของมัน คุณจะเริ่มใช้ประสาทสัมผัสของตัวคุณเอง และมันจะทำให้คุณเติบโตมากขึ้น

การที่คุณจะเติบโตทางจิตวิญญาณได้ด้วยการพัฒนาประสาทสัมผัสหรือ ‘อายตนะ’ ให้ดียิ่งขึ้น สิ่งที่สำคัญคือคุณต้องจัดการ microspace ของคุณให้ได้ก่อน เพราะหากคุณจัดการ microspace ของคุณได้ คุณจะเริ่มเข้าใจว่าทำไมคนอื่นถึงอยู่กันแบบนี้ ทำไมคนอื่นถึงไม่อยู่กันแบบนี้

ซึ่งคุณสามารถจัดการให้ microspace ของคุณเอื้อให้เกิดการเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สิ่งนึงคือการใส่ในในรายละเอียดของพื้นที่ ตั้งแต่เตียงที่คุณนำมาวางในห้อง หมอนที่คุณใช้นั้นดีมั้ย หรืออาจจะเป็นการทำความสะอาดจนดี จนสะอาด อย่างน้อยต้องมีพื้นที่ที่เรารู้สึกว่าเราควบคุมมันได้ ไม่ทำให้เรารู้สึกกังวล

ทำไมมนุษย์ถึงควรกินแบบ Ketogenic Diet

แม้ว่า microspace ในปัจจุบันจะทำให้ทุกอย่างรวมกันภายในห้องเดียว แต่บ้านไม่ใช่ที่เก็บของแล้วเอาตัวเองไปอยู่ในห้องเก็บของ บ้านควรจะเป็นที่พำนักทางจิตวิญญาณ เอาไว้พักผ่อนร่างกายและใจ ดังนั้นคุณอาจจะต้องสำรวจจริงๆ ว่าคุณต้องทิ้งอะไรออกจากห้องของคุณไปบ้าง

ถ้าหากคุณเลือกที่จะไม่ทิ้ง อย่างน้อยคือคุณต้องอยู่กับของในห้อง เพราะฉะนั้นเหมือนเป็นการฝึกให้คุณมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ รอบตัว แล้วคุณก็จะเติบโตไปพร้อมกับมัน ชราไปพร้อมๆ กับมัน ซึ่งจะทำให้คุณเห็นคุณค่าของการมีชีวิตอยู่และคุณค่าของธรรมชาติที่แวดล้อมรอบตัวคุณมากขึ้น

สรุป

ในยุคสมัยที่มนุษย์มีพื้นที่ส่วนตัวหดเล็กลงเหลือเพียงแค่ microspace การใช้ชีวิตให้มีความสุขถือเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก เพราะมนุษย์ล้วนต้องการพื้นที่สาธารณะที่ทำให้พวกเขาได้มีการรวมกลุ่ม และพื้นที่ส่วนตัวที่ช่วยให้คุณพักผ่อนได้อย่างมีความสุข

การใช้ชีวิตให้มีความสุขในปัจจุบันจึงต้องแลกมาด้วยกับการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ รอบตัวคุณ เพื่อที่คุณสามารถจัดการให้คุณมีพื้นที่คงเหลือสำหรับการใช้ชีวิต ในขณะเดียวกันสิ่งต่างๆ ที่คุณมีปฏิสัมพันธ์ด้วยจะเติบโตไปพร้อมๆ กับคุณ และทำให้คุณใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

“รับชมแบบวิดีโอ”


“บทความที่เกี่ยวข้อง”