ซิกน่า
สอบถามผลิตภัณฑ์โทร 0-2099-3999
TH Thai

การทำงานเป็นทีมของคนต่างวัย (Gen X Y Z) อย่างไรให้ราบรื่น

การทำงานเป็นทีมของคนต่างวัย (Gen X Y Z) อย่างไรให้ราบรื่น ft. รวิศ หาญอุตสาหะ


“ ถ้าเกิดว่าเราเข้าใจนะว่า Value ของเขาหรือสื่งที่เขาตามหานั้นมันคืออะไร
เราก็จะตอบโจทย์ของแต่ละคนได้ ”


Minute Pick Up

00.00 - แต่ละ Generation ต่างกันอย่างไร
15:18 - Feedback กับการทำงานเป็นทีม
21:50 - วิธีการลดความขัดแย้งของคนในทีม
26:00 - ประโยชน์ของความหลากหลายในท่ีทำงาน


Highlight

● ก่อนที่จะบอกว่าคุณมีความขัดแย้งอะไร สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ Value หรือคุณค่าที่คนๆ นั้นยึดถืออยู่ โดยคนที่โตมาแต่ละยุคสมัยก็ยึดถือคุณค่าที่ต่างกัน

● คนที่สำคัญที่สุดของการทำงานเป็นทีมคือหัวหน้า ที่ต้องกลายร่างเป็นโค้ชที่เลือกคนให้เหมาะกับงาน และต้องเปิดโอกาสให้คนในทีมลองทำและลองผิดพลาดด้วยตนเอง

● คีย์สำคัญของการลดความขัดแย้งคือการหาจุดร่วมที่ทุกคนยอมรับ และพยายามสานต่อจากจุดดังกล่าวเพื่อหาทางออก


การทำงานเป็นทีมถือเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะไม่มีใครสามารถที่จะทำงานด้วยตัวคนเดียวได้ และโดยเฉพาะในปัจจุบันที่ทีมงานที่มาจากต่าง Generation ต้องเข้ามาร่วมกันมากขึ้น ซึ่งคนเหล่านี้ล้วนมาจากต่างที่มา ต่างความคิด และต่างประสบการณ์ แต่ต้องมาทำงานร่วมกัน โดยมีโจทย์สำคัญคือทำอย่างไรให้คนที่มาจากต่าง Generation เหล่านี้ทำงานให้สำเร็จลุล่วงไปได้


Jigsaw For Good Life ใน EP.13 นี้ จึงเชิญคุณแท๊ป รวิศ หาญอุตสาหะ CEO ของเครื่องสำอางศรีจันทร์ เจ้าของเพจ Mission to the Moon มาเล่าถึงประสบการณ์ในการบริหารความสัมพันธ์ระหว่างคนในที่ทำงานของคุณแท๊ป ว่าทำอย่างไรถึงทำให้คนต่าง Generation ทำงานด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถทำงานเป็นทีมร่วมกันได้


ก่อนจะไปบอกว่าขัดแย้งกับ Gen ไหน ต้องเข้าใจความสำคัญของเขาก่อน

คุณแท๊ปเล่าย้อนไปในสมัยที่เริ่มทำงานใหม่ๆ ในออฟฟิศที่ไม่มีคน Gen อื่นนอกจากรุ่นคุณแม่ เรื่องที่ต้องเจอคือการถูกตั้งคำถามว่าที่มาทำงานจะเอาจริงเอาจังหรือไม่ และทำให้ในตอนแรกยังไม่ได้การยอมรับจากที่ทำงาน เวลาที่จะพูดอะไรก็เหมือนจะไม่มีใครรับฟัง

หากถามว่าคนในรุ่นคุณแม่ของคุณแท๊ปให้ความสำคัญกับเรื่องอะไรในการทำงาน คำตอบคือ ความขยัน ซื่อสัตย์ และอดทน ซึ่งคุณแท๊ปเองต้องใช้เวลาพิสูจน์ จนกระทั่งคนในบริษัทเห็นว่าสามารถเข้ากับสิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญได้ จึงให้การยอมรับและรับฟังความคิดเห็นมากขึ้น


โจทย์สำคัญของการทำงานเป็นทีมคือการเอามาทำงานด้วยกันให้ได้

สิ่งที่ช่วยให้สามารถนำทุกคนไปอยู่ในทีมได้ได้คือการหาว่าอะไรเป็นคุณค่า หรือสิ่งที่ทำได้ดี ในขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งที่บริษัทต้องการด้วย อย่างเช่นคนในยุค Baby Boomer มีสกิลที่คนรุ่นใหม่ไม่มีอย่างการต่อราคา ผลลัพธ์ที่ได้คือการย้ายคนยุค Baby Boomer ทั้งหมดไปอยู่ที่แผนกจัดซื้อ เพราะว่าเป็นที่ๆ คนเหล่านี้สามารถใช้สกิลอย่างมีคุณค่าที่สุด

Generation X - ระเบียบแบบแผนถือเป็นเรื่องสำคัญ

หาก ‘ความขยัน ความซื่อสัตย์ และความอดทน’ คือคุณค่าในอุดมคติของ Baby Boomer คุณค่าของคน Generation X คือความมีระเบียบแบบแผน เพราะฉะนั้นเวลาที่จะทำงานกับกลุ่ม Gen X ก็ต้องบอกรายละเอียดให้เห็นภาพชัดเจน หรืออาจจะต้องมี SOP (Standard Operating Procedure) หรือคู่มือปฏิบัติการให้ไปด้วย

Generation Y - ไม่ใช่เจ้านาย แต่ต้องเป็นโค้ช

พอข้ามมาเป็น Generation Y จะต่างจากคน Gen X แล้ว เพราะคน Gen X จะอยู่ในกรอบของความเป็น Hierachy คือเป็นลำดับ มีตำแหน่งงานชัดเจน มีคนสั่งการ ซึ่งการสั่งการส่วนใหญ่จะเป็นแบบ Top-Down หรือสั่งการลงมาจากข้างบน แต่การทำงานของคน Gen Y จะแตกต่างนี้อยู่มาก ส่วนใหญ่คน Gen Y ต้องการที่จะมีอิสระในพื้นที่อย่างเต็มที่ มีอำนาจในการตัดสินใจ และต้องการคนสอนมากกว่าการบอกว่าต้องทำอะไร

และอีกอย่างที่คน Gen Y ต้องการคือ การ support เช่น ถ้าเรื่องนี้ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร ต้องส่งเขาไปอบรม หรือหากว่าต้องมีแก้ไข ปรับปรุง ก็ให้ feedback ว่าควรปรับแก้อย่างไร การทำงานกับคน Gen Y จึงไม่ได้หมายถึงการตั้งตำแหน่งไว้เป็นแม่พิมพ์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูคุณสมบัติของคน แล้วนำงานที่เหมาะสมไปมอบหมายให้ทำด้วย

หัวหน้าจำเป็นต้องถามตัวเองว่า ‘บริหารได้ถูกต้องรึเปล่า’

คนที่สำคัญมากในการจัดการทำงานเป็นทีมคือหัวหน้า เพราะหัวหน้าต้องทำหน้าที่สองอย่าง หนึ่งคือการจัดสรรว่าใครควรจะอยู่ที่ไหน และทำงานอะไร สองคือการเป็น Facilator คือการช่วยให้คนในทีมแสดงผลงานได้ดีที่สุด โดยทำให้ทีมมีอุปสรรคในการทำงานน้อยที่สุด

อีกปัญหาหนึ่งที่พบคือ การที่หัวหน้างานมักจะมีภาพในใจว่างานต้องออกมาเป็นแบบไหน และมักจะรู้สึกว่าฉันทำได้ แล้วบางทีก็ต้องฝืนใจว่าเดี๋ยวก็ต้องมานั่งแก้ คือต้องคิดว่าเมื่อเราจ้างคนมา อย่างน้อยที่สุดคือให้คนในทีมทำงานได้ดีเทียบเท่าหรืออาจจะดีกว่าด้วยซำ้ ซึ่งวิธีการเดียวที่จะทำให้คนในทีมเรียนรู้ได้คือต้องให้คนในทีมได้ทำ แล้วอนุญาตให้เกิดความผิดพลาดเพื่อที่คนในทีมจะเรียนรู้จากความผิดพลาดนั้น

มนุษย์เราจะดีขึ้นได้ ง่ายที่สุดคือการ Feedback

วิธีการปรับปรุงตัวเองที่ดีที่สุดคือการรับ Feedback เพราะจะทำให้คุณรู้ว่าคุณต้องปรับปรุงอะไรบ้าง ดังนั้น Feedback จึงเป็นสิ่งที่มีค่ามาก ต้องทำอย่างต่อเนื่องและทำเป็นประจำ นอกจากนี้ คุณควรต้องรับ Feedback จากคนอื่นด้วย นอกเหนือไปจากการให้ Feedback กับคนอื่นเพียงฝ่ายเดียว

แม้ว่า Feedback จะมีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการเข้าใจผิดกันในที่ทำงาน โดยเฉพาะกับคนที่ sensitive แต่ทั้งนี้ สิ่งที่สำคัญคือคุณต้องยอมรับข้อบกพร่องของตัวเองให้ได้ โดยกฎสำคัญในการ Feedback คือ

1.) ไม่นำอารมณ์มาเกี่ยวข้อง

2.) พูดตรงๆ ด้วยคำพูดที่เหมาะสม

3.) ให้เกียรติกับอีกฝ่าย

ซึ่งประเด็นในการ Feedback จะมีอยู่สามอย่างเท่านั้นคือ

1.) สิ่งไหนที่ทำได้ดีอยู่แล้ว ให้ทำต่อไป

2.) สิ่งไหนที่ควรปรับปรุง ให้แก้ไข

3.) สิ่งใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยทำและควรนำมาทำ

นอกจากนี้การให้คนที่ตำแหน่งน้อยกว่าให้ Feedback ผู้ที่มีตำแหน่งสูงกว่าก่อน จะทำให้การ Feedback ระหว่างคุณและทีมมีความเกร็งน้อยลง เพราะเป็นการบ่งบอกว่า ไม่ว่าใครก็สามารถรับ Feedback ได้ทั้งนั้น และเป็นสิ่งที่ควรทำเพื่อให้คนในทีมเกิดการพัฒนาศักยภาพอีกด้วย

ไม่ว่าคุณจะขัดแย้งอย่างไร พยายามหาจุดที่เห็นด้วยเหมือนกัน

ปัญหาของความขัดแย้งไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่างวัย หรือความแย้งระหว่างคนที่คิดเห็นไม่ตรงกัน ให้ลองสังเกตดูว่า เวลาที่มีการถกเถียงกันแล้วหาทางออกไม่ได้ ให้มองหาเรี่องที่มีความเห็นตรงกัน เพื่อใช้เป็นจุดตั้งต้นที่ทั้งสองฝ่ายจะสามารถทำความเข้าใจกันได้

และเมื่อมีความขัดแย้งเกิดขึ้น สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรทำคือ back-channel หรือการดีลกันลับหลัง แต่สิ่งที่ควรทำคือ การพยายามเอาปัญหาออกมาให้อยู่ในที่แจ้งก่อน ว่าตอนนี้ทีมกำลังมีปัญหาอะไรอยู่ แล้วมาดูว่าปัญหาที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นจากอะไร ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาในเชิงความคิดหรือปัญหาเรื่องบุคคล แล้วจึงหาวิธีแก้ไขปัญหานั้นๆ ให้คลี่คลาย

ความหลากหลายในออฟฟิศ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดก็เป็นเรื่องที่ดี

มีหลายงานวิจัยที่บอกว่าการที่ออฟฟิศมีคนที่มีความคิดและมุมมองหลากหลายแบบมากๆ จะทำให้การแก้ปัญหาทำได้ดี เพราะจะช่วยให้คนในทีมมองเห็นวิธีการแก้ปัญหาที่รอบด้านมากยิ่งขึ้น

ยกตัวอย่างแต่ละแผนกในองค์กร จะมีคนที่เป็นนักฝัน คนที่ระมัดระวัง คนที่มีอายุหรือจะเรียกว่าผู้อาวุโสกว่า ที่มักจะมีมุมมองที่บางคนคาดไม่ถึง และคนที่เป็นสายลงมือทำ เมื่อเอาคนแต่ละประเภทมารวมอยู่กันในทีม งานก็จะสำเร็จออกมาได้ เพราะทักษะของแต่ละคนก็จะส่งเสริมซึ่งกันและกัน

เพราะฉะนั้นเมื่อคนที่แตกต่างกันมารวมกัน จะทำให้มีมุมมองที่รอบด้านมากขึ้น ซี่งในองค์กรล้วนมีคนที่แตกต่างกันเป็นจำนวนมาก อยู่ที่ว่าจะดึงความหลากหลายของคนในทีมออกมาให้มาทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพได้หรือไม่ และความหลากหลายไม่ว่าจะเป็นทางความคิดหรือว่าจะเป็นทางลักษณะพื้นฐานต่างๆ อย่างเชื้อชาติหรือภาษา จะยิ่งสำคัญมากในอนาคต เพราะความหลากหลายทางมุมมองที่ได้จะช่วยทำให้การแก้ไขปัญหาได้ดีขึ้น

สรุป

สิ่งจำเป็นอย่างหนึ่งสำหรับการทำงานเป็นทีมคือความหลากหลายในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นความหลากหลายทางวัยหรือความหลากหลายทางความคิด โดยเฉพาะองค์กรยุคใหม่ที่จำเป็นต้องทำงานเป็นทีมเพื่อแก้ปัญหาที่แตกต่างไปจากเดิม ในขณะเดียวกันหัวหน้าทีมต้องเป็นโค้ชที่เลือกงานให้ถูกกับคน และช่วยขจัดอุปสรรคระหว่างการทำงานเพื่อให้คนในทีมสามารถทำงานได้อย่างราบรื่น

นอกจากนี้ การทำงานเป็นทีมอาจทำให้คุณหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเจอความขัดแย้งระหว่างคนในทีม ดังนั้นการลดความขัดแย้งในที่ทำงานจึงเริ่มต้นจากการเข้าใจคุณค่าและความสำคัญของแต่ละคน ก่อนหาจุดร่วมเพื่อคลี่คลายความขัดแย้งและนำไปสู่เป้าหมายที่ต้องการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

“รับชมแบบวิดีโอ”


“บทความที่เกี่ยวข้อง”