ซิกน่า
สอบถามผลิตภัณฑ์โทร 0-2099-3999
TH Thai

ตอบคำถาม Productivity คืออะไร พร้อมเคล็ดลับสร้างความสุขจาก Productive

ตอบคำถาม Productivity คืออะไร พร้อมเคล็ดลับสร้างความสุขจาก Productive ft.รวิศ หาญอุตสาหะ


"Productive เนี่ย ไม่ได้นับเป็นปริมาณ ไม่ได้นับเป็นจำนวนชิ้นด้วย แต่นับว่า
งานที่ทำให้คุณค่ากับเราแค่ไหน ”


Minute Pick Up

00.00 - จุดเริ่มต้นในการเป็นคน Super Productive
03:16 - จะเป็นคน Productive ต้องทำอย่างไร?
16:38 - การทำ Timeboxing เพื่อจัดการเวลา
24:50 - สร้าง Productivity อย่างไรให้มีความสุข?


Highlight

● คนที่ Productive ไม่ใช่คนที่ทำงานเป็นเวลานาน หรือคนที่ทำงานได้มากชิ้น แต่หมายถึงคนที่ทำงานที่สำคัญจริงๆ ให้เสร็จได้ภายในเวลาที่เหมาะสม

● การเพิ่ม Productivity จึงไม่ใช่แค่การจัดการเวลา แต่เป็นการจัดลำดับความสำคัญในการใช้ชีวิต

● แก่นสำคัญที่จะทำให้คุณกลายเป็นคน Productive คือการถามตัวเอง เห็นตัวเอง เข้าใจตัวเองให้ชัด เพราะการเพิ่ม Productivity ไม่มีสูตรตายตัว แต่คุณต้องหาวิธีด้วยตัวเอง และคุณก็จะมีความสุขด้วยตัวเอง


ความ Productivity ในจินตนาการของคุณเป็นอย่างไร ?


การทำงานจนดึกดื่น, การทำงานให้ได้ปริมาณงานเยอะๆ หรือการจัดการงานด้วยความมีระเบียบวินัย


แม้ว่าหลายคนจะมองว่าการทำตัวให้มี Productivity จะเป็นการกดดันตัวเองจนทำให้คุณไม่มีความสุข แต่ในยุคนี้ที่การ Productive กลายเป็นเหตุผลของคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ทำให้หลายคนเลือกที่จะปรับปรุงตัวเองให้เป็นคนที่มี Productivity มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้วยวิธีการใดก็ตาม


Jigsaw For Good Life ใน EP.11 นี้ จึงเชิญเพื่อนสนิทของคุณเอ๋ (นิ้วกลม) อย่างคุณแท๊ป รวิศ หาญอุตสาหะ CEO ของเครื่องสำอางศรีจันทร์ เจ้าของเพจ Mission to the Moon และหนึ่งในบุคคลแรกๆ ที่สร้างเทรนด์ของการเป็นคน Productive ขึ้นมา เพื่อที่จะคุยกันว่าแท้ที่จริงแล้วนั้นการ Productive นั้นคืออะไร? การจะกลายเป็นคนที่มี Productivity มากขึ้นนั้นทำได้อย่างไร? และอะไรคือความสุขที่เกิดจากการเป็นคน Productive?


พื้นฐานของ Productivity คือการจัดการเวลา

แม้ว่าเรื่องจัดการเวลาจะเป็นเรื่องพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการจัดการตัวเอง แต่ก็เป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก เนื่องจากคนส่วนใหญ่มุ่งไปที่การจัดการเวลา ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุอย่างการจัดการพลังงาน เพราะมนุษย์มีพลังงานที่จำกัดมาก โดยเฉพาะช่วงเวลาที่มนุษย์สามารถใช้พลังงานได้อย่างเต็มที่ซึ่งมีเพียงแค่ห้าชั่วโมงหลังตื่นนอนเท่านั้น

การที่จะเป็นคนที่มี Productivity มากจึงจำเป็นต้องจัดการมิติชีวิตด้านอื่นๆ ตั้งแต่การนอนให้เพียงพอ เพื่อที่จะสะสมพลังงานอย่างเต็มที่ แล้วจัดการพลังงานของตัวเองอย่างเหมาะสม เช่น สะสางเรื่องสำคัญในช่วงเวลาเช้า แล้วนำเวลาตอนบ่ายไปใช้กับงานที่ต้องใช้ความ Creative

นอกจากนี้ การที่จะจัดการพลังงานได้ดี จำเป็นที่จะต้องเข้าใจตัวเองก่อน เพราะคนแต่ละคนมีวิธีการในการเก็บพลังงานที่ต่างกัน เช่น การคุยกับคนเยอะๆ อาจจะเป็นการเสริมพลังงานให้กับคน Extrovert แต่สำหรับคน Introvert อาจเป็นการดูดพลังงานอย่างมาก การบริหารเวลาจึงไม่สามารถเลียนแบบกันได้ เพราะแต่ละคนก็มีพื้นฐานในการใช้พลังงานที่ต่างกัน


สิ่งแวดล้อมคือเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้คุณ Productive ยิ่งกว่าเดิม

อีกสิ่งหนึ่งที่มีผลต่อความ Productivity ของคุณ คือสิ่งแวดล้อม แม้ว่าในระยะเริ่มต้นสิ่งที่จะกระตุ้นให้คุณออกมา Productive คือแรงบันดาลใจหรือ Willpower แต่ในช่วงเวลาที่ Willpower ของคุณต่ำอย่างเช่นตอนที่กลับมาจากทำงานดึกๆ หรือตอนที่หงุดหงิดมาจากเจ้านาย ช่วงเวลาเหล่านี้คือเวลาที่สิ่งแวดล้อมรอบตัวคุณจะเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้คุณยังคงมุ่งไปสู่จุดหมายในการเพิ่ม Productivity อย่างต่อเนื่อง

นอกจากสิ่งของและกิจวัตรประจำวันแล้ว คนที่อยู่รอบตัวคุณก็มีส่วนช่วยให้คุณ Productive ได้เช่นกัน เพราะคุณสามารถเลือกคนที่คุณจะอยู่ด้วยได้ในระดับนึงลองสังเกตดูว่าคนแบบไหนที่คุณอยู่ด้วยแล้วเจอพลังบวก คนแบบไหนที่อยู่ด้วยแล้วเจอพลังลบ แล้วพยายามเลือกอยู่กับคนที่ให้พลังบวกแก่คุณ

Feedback ในรูปแบบของตัวที่กระตุ้น Productivity ของคุณ

คำวิพากษ์วิจารณ์ก็มีส่วนทำให้คุณมี Productivity ได้มากกว่าเดิม แม้ว่าคุณจะฟังแล้วไม่ชอบในระยะแรกก็ตาม แต่คุณจำเป็นต้องบาลานซ์ระหว่างคำวิจารณ์สองรูปแบบ คือ Feedback หรือคำวิจารณ์ที่ทำให้คุณพัฒนาตนเอง กับ Noise หรือคำวิจารณ์ที่เกิดจากคนที่ไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ที่แท้จริง

ซึ่งคุณสามารถแยกระหว่าง Feedback กับ Noise ได้ด้วยการพิจารณาว่าคำวิจารณ์ใดที่ฟังแล้วคุณรู้สึกอยากกลับไปขอบคุณเขา คำวิจารณ์นั้นมีแนวโน้มที่จะเป็น Feedback แต่ถ้าคำวิจารณ์นั้นทำให้คุณนอยด์หรือมึนๆ ไปตลอด คำวิจารณ์นั้นอาจจะเป็น Noise เสียมากกว่า

คุณจะ Productive ไม่ได้หากไม่รู้จักที่จะปฏิเสธ

ทุกวันนี้มนุษย์เรา 99.9% มีงานเยอะมากกว่าความสามารถที่ตัวเองทำได้ เพราะฉะนั้นเนี่ยมันจะต้องมีการปฏิเสธงานบางอย่าง โดยที่เราควรจะรู้ว่างานใดที่เป็นงานสำคัญกับตัวเรา นอกจากนั้นหากเป็นไปได้ก็ควรจะปฏิเสธให้หมด เพราะว่าการรับงานมาทั้งหมดจะทำให้คุณภาพของงานแย่ลง และมันจะไม่ดีต่อทั้งคนทำงานและคนจ้างงาน

นอกจากนี้ การรับงานเยอะเกินไปยังส่งผลต่อตัวเอง เริ่มต้นจากการที่ได้นอนน้อยลง ส่งผลให้คุณพลังงานน้อยลง ทำให้คุณต้องแลกปริมาณงานด้วยคุณภาพของงาน นอกจากนี้การที่คุณนอนน้อยยังส่งผลให้คุณหงุดหงิดกับตัวเองมากขึ้น และพาลทำให้คุณหงุดหงิดใส่คนรอบข้างมากขึ้นไปด้วย

แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ยาก เพราะเวลาที่เราทำงานอะไรได้ดี งานแบบนั้นมันจะมาหาเราเยอะเป็นพิเศษ วิธีการจัดการตัวเองจึงควรเริ่มต้นจากการนับปริมาณงานที่เราสามารถทำได้โดยที่คุณภาพไม่ดรอปลงไปในแต่ละเดือน โดยจำนวนงานที่เกินไปจากนั้นควรปฏิเสธด้วยการพูดความจริง แต่ต้องพูดแบบมีศิลปะ คือต้องให้คนที่จ้างเรารู้สึกแบบว่าเราอยากทำแต่มันไม่ได้จริงๆ

Timeboxing ในฐานะในเครื่องมือช่วยจัดการเวลา

หลักการของ Timeboxing คือการเอางานของเราไปใส่ในปฏิทินให้เห็นภาพว่าเราต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้างในแต่ละสัปดาห์ โดยวิธีการที่ง่ายที่สุดคือเอาปฏิทินมากาง แล้วเขียนลงไปว่าวันหนึ่งเนี่ย เราสามารถใส่งานลงไปได้กี่ช่อง โดยที่แบ่งงานแต่ละประเภทเป็นสี เพื่อช่วยให้เห็นเป็นภาพว่างานในแต่ละสัปดาห์นั้นเหมาะสมหรือไม่

ซึ่งข้อควรระวังก็คือคนเรามักจะประเมินตัวเองในเรื่องเวลาของการทำงานสูงไป เพราะเวลาในการทำงานเราจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามชิ้นงานที่เพิ่มมากขึ้น จึงไม่ควรที่จะวางตารางไว้แน่นเกินไป เพราะเราอาจทำไม่ได้ตามที่วางเอาไว้ รวมไปถึงการที่อาจเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น โดยเราควรวางตารางทำงานไว้สูงสุดที่ 80% ของศักยภาพที่ตัวเองทำได้

Productive คือการจัดลำดับความสำคัญของกิจกรรมในชีวิต

ลำดับความสำคัญของกิจกรรมต่างๆ แบ่งเป็นสี่ระดับ คืองานที่สำคัญและด่วน งานที่สำคัญแต่ไม่ด่วน งานที่ไม่สำคัญแต่ด่วน และงานที่ไม่สำคัญและไม่ด่วน โดยที่เรามักละเลยงานที่สำคัญแต่ไม่ด่วน เช่น การดูแลสุขภาพ ซึ่งไม่มีใครบังคับให้คุณทำ แต่ถ้าคุณไม่ทำ จะกลายเป็นงานสำคัญที่ด่วนเสมอ โดยที่คุณไม่สามารถเลือกที่จะไม่ทำได้อีกต่อไป

การจัดลำดับความสำคัญจึงมีความจำเป็นต่อ Productivity ของตัวคุณเอง สิ่งที่คุณควรทำคือการคลี่เป้าหมายที่ชีวิตคุณต้องการ ซึ่งคนส่วนใหญ่มีเพียงไม่กี่เรื่อง เช่นสุขภาพดี งานดี ครอบครัวดี และความสัมพันธ์กับคนรอบข้างดี แล้วจัดการชีวิตเพื่อให้บรรลุเป้าหมายเหล่านี้ โดยพยายามทำเรื่องสำคัญทั้งที่ด่วนและไม่ด่วน ส่วนเรื่องไม่สำคัญแต่ด่วนบางทีก็ทำได้บ้าง

การจัดลำดับความสำคัญจะเป็นกุญแจสำคัญสู่อิสรภาพ เพราะการจัดลำดับความสำคัญจะทำให้คุณทำงานที่ต้องทำหรืองานที่เกี่ยวข้องกับคนอื่นให้เสร็จสิ้น และเวลาที่เหลือก็คืออิสรภาพในการทำอย่างที่คุณต้องการ ถ้าคุณไม่จัดลำดับความสำคัญของตัวเอง งานที่คุณจะต้องทำจริงๆ จะไปกัดกินเวลาที่คุณมีทั้งหมด

Productive อย่างไรให้มีความสุข

เพราะคำว่า Productive ไม่ใช่ความเยอะหรือปริมาณ แต่หมายถึงการทำงานอย่างมีคุณค่า Productive จึงไม่ใช่การทำงานถึงห้าทุ่มเที่ยงคืน Productive จึงไม่ได้หมายความถึงการทำงานโดยที่ได้ปริมาณงานมาก Productive จึงหมายถึงการจัดการชีวิตให้ทำในสิ่งที่ต้องทำภายในเวลาที่เหมาะสม

เหตุที่การ Productive คือการจัดการชีวิต เพราะการที่คุณ Productive มากเกินไป จะก่อให้เกิดความเครียดสะสมจนนำไปสู่การ Burnout ในที่สุด เพราะฉะนั้นก่อนที่คุณจะเพิ่ม Productivity คุณจำเป็นที่จะต้องรู้จักตัวเอง และตอบคำถามตัวเองว่าคุณทำงานสิ่งนี้ไปทำไม และชีวิตที่คุณอยากได้คืออะไร รวมไปถึงการกำหนดลิมิตของคุณเองว่าคุณควรจะหยุดที่ตรงไหน

การพักผ่อนก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคน Productive โดยหลักสำคัญในการพักผ่อนสำหรับคน Productive คือการพักผ่อนต้องไม่ทำร้ายเราใน session ต่อไป และเวลาพักผ่อนต้องเป็นการพักผ่อนจริงๆ

นอกเหนือไปจากการพักผ่อน อีกสิ่งที่จำเป็นสำหรับคน Productive คือการ reflex หรือคุยกับตัวเอง โดยสามารถทำได้หลายวิธี ทั้งการเขียนไดอารี่ การอ่านหนังสือ หรือการนั่งสมาธิ ที่จะทำให้คุณสามารถแสดงความรู้สึกออกมา ได้ระบายหรือได้ปล่อยปล่อยให้เรื่องราวต่างๆ จบภายในวันนั้นไป

Productive แล้วได้อะไร

ประโยชน์ที่ได้จากการเป็นคน Productive คือการที่คุณสามารถทำงานได้เยอะขึ้น โดยที่ไม่ใช่ปริมาณที่เยอะขึ้น แต่เป็นงานที่รู้สึกภูมิใจมากขึ้น อย่างที่สอง ความสัมพันธ์กับผู้อื่นก็จะดีขึ้น เพราะคุณสามารถจัดการเวลาที่จะไปใช้กับเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ การที่คุณทำงานได้อย่าง Productive ก็จะช่วยให้คนรอบข้างตัวคุณทำงานอย่าง Productive ไปด้วย

นอกจากนี้ การที่คุณ Productive จนถึงจุดๆ หนึ่ง คุณจะเริ่มเห็นว่าสิ่งที่เราทำแต่ละอย่างมันก็สะท้อนความเป็นตัวเรามากขึ้น เราเริ่มจะละเอียดมากขึ้นกับเรื่องพวกนี้ การทำงานจะค่อยๆ วิวัฒนาการด้วยตัวมันเองไป เพราะเราจะมีเวลาหยุดและมองตัวเองมากขึ้น และมันทำให้เรามีความสุขจริงๆ ในการทำงานอย่างที่เราต้องการ

สรุป

การเป็นคน Productive ไม่ได้หมายความถึงการทำงานอย่างบ้าคลั่งจนละเลยมิติอื่นๆ ในการดำรงชีวิตไม่ว่าจะเป็นสุขภาพตัวเองหรือความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง เพราะการเป็นคน Productive คือการเป็นคนที่รู้จักจัดลำดับความสำคัญและรู้จักจัดการเวลาของตัวเองในการทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน

ด้วยการค้นหาและรู้จักความต้องการของตัวเอง เพื่อที่คุณจะสามารถออกแบบการใช้ชีวิตและสิ่งแวดล้อมรอบตัวคุณเพื่อกระตุ้นให้คุณสามารถจัดการชีวิตได้อย่างมี Productivity ในรูปแบบของคนที่ Productive อย่างมีความสุข

“รับชมแบบวิดีโอ”


“บทความที่เกี่ยวข้อง”