home isolation  

Home Isolation หรือ การแยกกักตัวที่บ้าน ถือเป็นหนึ่งในแนวทางการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ในปัจจุบัน สำหรับผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 แต่ยังไม่ค่อยมีอาการ โดยต้องได้รับการรับรองจากแพทย์แล้วว่าสามารถเข้าเกณฑ์การกักตัวอยู่บ้าน เพื่อเข้ารับการรักษาโควิดตามอาการต่อไป ทั้งยังเป็นกระบวนการรักษาที่สะดวกต่อตัวผู้ป่วยในแง่ของความสบายใจ หลีกเลี่ยงการอยู่ร่วมกับผู้ป่วยติดเชื้อคนอื่นๆ

 

รักษาตัวที่บ้าน

Home Isolation มีเกณฑ์คัดแยกผู้ป่วยยังไงบ้าง ?

 

ข้อมูลจาก ศบค. (วันที่ 5 ส.ค.) ได้ระบุถึงจำนวนผู้ป่วยโควิดในพื้นที่ กทม. และได้รับการรักษาตัวที่บ้าน หรือ Home Isolation แล้วเกือบ 100,000 ราย ซึ่งแนวทางสำหรับผู้ที่ต้องเข้าระบบรักษาแบบ Home Isolation ได้แก่

  • ผู้ป่วยโควิด-19 ระดับสีเขียว และแพทย์พิจารณาแล้วว่าสามารถรักษาที่บ้านได้ ดังนี้

    • ผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 60 ปี

    • ผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการ (Symptomatic cases) 

    • ผู้ที่ไม่มีภาวะน้ำหนักเกินมาตรฐาน (ดัชนีมวลกาย > 90 กก.)

    • ผู้ที่ไม่มีโรคร่วม (โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคไตเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง โรคเบาหวาน และโรคอื่นๆ ตามดุลพินิจของแพทย์)

    • ผู้ที่อาศัยอยู่คนเดียว หรืออยู่ร่วมกับผู้อื่นไม่เกิน 1 คน

  • ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาในโรงพยาบาล หรือสถานที่ที่รัฐจัดให้อย่างน้อย 10 วัน และแพทย์พิจารณาแล้วว่าสามารถรักษาที่บ้านได้

แนวทาง Home Isolation จึงเป็นระบบการรักษาสำหรับผู้ป่วยติดเชื้อระดับสีเขียว และผู้ป่วยติดเชื้อที่รักษาตัวจนกลับมาอยู่ในระดับสีเขียว ซึ่งช่วยลดระยะเวลาการครองเตียงให้สั้นลงได้ เมื่อผู้ป่วยระดับสีเขียวต้องแยกกักตัวที่บ้าน (Home Isolation) จึงต้องมีมาตรการดูแลตนเองอย่างเข้มข้น

 

เข้าระบบ home isolation

เช็กอาการประเมินเบื้องต้น ก่อนเข้าระบบ Home Isolation

หากพูดถึงขั้นตอนการตรวจคัดกรองผู้ป่วยโควิด-19 เมื่อไม่กี่เดือนก่อน อาจจะยังเป็นช่วงที่ทุกคนต้องเดินทางเข้ารับการตรวจเฉพาะที่สถานพยาบาล คลินิก หรือจุดบริการต่างๆ ที่กำหนดไว้ จนล่าสุดได้มีประกาศอนุญาตให้คนทั่วไปสามารถใช้ชุดตรวจโควิด Rapid Antigen TEST ได้ด้วยตนเอง ซึ่งหากผลตรวจออกมาว่าติดเชื้อ (Positive) ให้ผู้ป่วยประเมินร่วมกับอาการต่างๆ เบื้องต้น ดังนี้ 

  • กรณีที่ผู้ป่วยอยู่ในกลุ่มเสี่ยงและเริ่มมีอาการ เช่น มีไข้ต่ำ ไอแห้ง ให้ดำเนินการติดต่อลงทะเบียนการรักษา

  • กรณีผู้ป่วยที่ยังไม่มีอาการ แนะนำให้ทำการตรวจซ้ำใน 3-5 วัน พร้อมสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด

รวมถึงการใช้เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว (Fingertip Pulse Oximeter) ซึ่งถือเป็นอุปกรณ์จำเป็นที่หลายคนอาจจะมีเป็นไอเทมประจำบ้านกันบ้างแล้ว แต่หากเช็กจนแน่ใจว่ามีความเป็นไปได้ที่จะ “ติดโควิด” ให้เข้าสู่วิธีเดียวกันกับในกรณีแรก (ติดต่อลงทะเบียนการรักษาที่สายด่วน 1330 หรือสแกน QR Code @sabaideebot) รวมถึงการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์โดยการ X-ray ปอด เพื่อยืนยันสถานะผู้ป่วยระดับสีเขียวก่อนเข้าสู่ระบบรักษาตัวที่บ้าน

แนวทางปฏิบัติตัวเมื่อต้องการแยกตัวอยู่บ้าน (Home Isolation)

เมื่อต้องกักตัวอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวเพื่อรักษาตัวอยู่บ้าน จึงต้องทำความเข้าใจวิธีดูแลตัวเองมากเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันไม่ให้สถานะผู้ป่วยสีเขียวขยับไปสู่สีเหลือง หรือสีแดง ตามแนวทางการปฏิบัติตัวแบบ Home Isolation ดังนี้

แยกตัวเองออกจากสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัว

  • แยกห้องพักและห้องน้ำ 

  • แยกของใช้ส่วนตัว เช่น ผ้าขนหนู เครื่องนอน

  • แยกซักเสื้อผ้าด้วยสบู่ หรือผงซักฟอก

  • แยกรับประทานอาหาร

  • ห้ามออกจากที่พักและห้ามผู้ใดมาเยี่ยมบ้าน

  • เว้นระยะห่างกับสมาชิกคนอื่นๆ ในบ้าน

  • สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา

  • ล้างมือด้วยสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ทุกครั้ง

 

เตรียมอุปกรณ์จำเป็นสำหรับ Home Isolation

 

อุปกรณ์จำเป็น

ยาและอุปกรณ์การแพทย์

หน้ากากอนามัยทางการแพทย์ 

ยาแก้ไอ

ถุงมือยาง

ยาลดไข้ ยาพาราเซตามอล

เจลแอลกอฮอล์ น้ำยาฆ่าเชื้อ

วิตามิน และสมุนไพร (ตามแพทย์แนะนำ)

สบู่ และกระดาษชำระ

ปรอทวัดไข้/ เครื่องวัดอุณหภูมิ

สเปรย์ฆ่าเชื้อทำความสะอาด

เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว

 

รวมถึงเบอร์ติดต่อฉุกเฉินจำเป็น ได้แก่ สายด่วนกรมการแพทย์ (1668) สายด่วนสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช. : 1330 ต่อ 14) และสายด่วนกรมควบคุมโรค (1442) โดยขอสงวนเบอร์ 1669 สำหรับผู้ป่วยระดับสีแดง (เหนื่อยหอบ พูดไม่เป็นประโยค ค่าออกซิเจนในเลือดต่ำ) เพื่อให้ผู้ป่วยได้เข้าถึงการรักษาโดยเร็วที่สุด สำหรับผู้ป่วยที่ถือกรมธรรม์กับทางซิกน่าที่ต้องการเข้าระบบการกักตัวที่บ้าน (Home Isolation) สามารถลงทะเบียนผ่าน https://crmsup.nhso.go.th/ เพื่อเข้าสู่ระบบการดูแลของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และได้รับการประเมินจากแพทย์ว่าเป็นผู้ป่วยกลุ่มสีเหลือง ตามเงื่อนไขของ คปภ. โดยทางบริษัทจะพิจารณาจ่ายเคลมเกี่ยวกับค่าแพทย์ค่าพยาบาลที่รักษาผ่าน Telemedicine ซึ่งครอบคลุมดูแลในส่วนของค่ายา ค่าเวชภัณฑ์ตามที่จ่ายจริง และการชดเชยรายได้ตามเงื่อนไขของกรรมธรรม์ที่ผู้เอาประกันได้ทำไว้ ตามเงื่อนไขความจำเป็นทางการแพทย์ สำหรับลูกค้าที่มีแผนประกันให้ความคุ้มครองค่าชดเชยรายวัน (สูงสุดไม่เกิน 14 วัน นับจากวันที่แพทย์สั่ง) โดยมีหลักเกณฑ์การพิจารณาการจ่ายค่าชดเชยรายวันหรือชดเชยรายได้ ดังนี้ 

  • ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19) โดยแพทย์ผู้ดูแลรักษา 

  • ผู้ที่มีความจำเป็นทางการแพทย์ที่ต้องรักษาตัวเป็นผู้ป่วยใน ในสถานพยาบาล แต่ไม่มีสถานพยาบาลรองรับผู้เอาประกันภัยได้ รวมถึงผู้มีภาวะเสี่ยง ได้แก่ ผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ผู้มีภาวะอ้วนดัชนีมวลกาย (BMI) มากกว่าหรือเท่ากับ 30 กิโลกรัม/ม.² หรือมีน้ำหนักตัวมากกว่า 90 กิโลกรัม ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคไตเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง และโรคเบาหวานที่ควบคุมไม่ได้

 

    เพื่อให้ทุกๆ วันของคุณเต็มไปด้วยความรู้สึกอุ่นใจ การทำประกันสุขภาพและอุบัติเหตุ Signature Care คืออีกหนึ่งความคุ้มครองที่ตอบโจทย์คนทุกวัย ดูแลค่ารักษาพยาบาลกรณีที่ต้องกักตัวเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อและระหว่างรอเตียง พร้อมสิทธิการดูแลสุขภาพตามเงื่อนไขกรมธรรม์ 

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเคลมและสำรองจ่ายของประกันซิกน่า ได้ที่นี่ https://www.cigna.co.th/health-wellness/tip/faq-claim-payment-insurance

 


 

อ้างอิงข้อมูล :

https://www.komchadluek.net/news/regional/477461

https://thematter.co/quick-bite/recommend-items-for-home-isolation/149151

 

 

แผนประกันแนะนำ

 

ประกันสุขภาพมิติใหม่

แผนประกัน
สุขภาพมิติใหม่

ประกันสุขภาพมิติใหม่
คุ้มครองโรคกรดไหลย้อน นิ้วล็อค และเบาหวานความดัน สามารถเลือกคุ้มครองเสริมโรคร้ายตามความเสี่ยง

ประกันสุขภาพ

แผนประกันภัย
โรคร้ายแรง

"“โรคร้าย…คุ้มครองครบ”"
”คุ้มครองสูงสุด 1.8 ล้านบาท เงินชดเชยรายได้สูงสุด 1,200 บาท/วัน

ประกันอุบัติเหตุ

แผนประกัน
อุบัติเหตุออนไลน์

"คุ้มครองคูณสาม รับกรมธรรม์ทันที"
ให้ความคุ้มครอง 3 เท่าสูงสุด 6.6 ล้านบาท พร้อมค่ารักษาสูงสุด 60,000 บาท/ครั้ง/อุบัติเหตุ