วิตามินและแร่ธาตุ

 

สุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ ทำงานหนักทั้งวันยิ่งต้องหมั่นหาเวลาดูแล! โดยเฉพาะวัยหนุ่มสาว และวัยผู้ใหญ่ที่มักละเลยการเอาใจใส่สุขภาพ จนทำร่างกายเข้าสู่ภาวะขาดวิตามินและแร่ธาตุจำเป็น (Hidden Hunger) เอาได้ง่ายๆ ชวนมาทำความรู้จัก 10 วิตามินและแร่ธาตุหลักๆ ที่ไม่ควรปล่อยให้ร่างกายขาด!

ป่วยบ่อย อ่อนเพลียง่าย เพราะร่างกายขาดวิตามิน

ความว้าวุ่นใจของคนยุคใหม่ที่มักเข้าใจว่าทำงานหนักตลอดเวลา คือความ Productive บวกกับพฤติกรรมกระตุ้นต่างๆ ที่คนทุกวัยกำลังเผชิญอยู่มาก คือ การนอนดึก พักผ่อนน้อย และพฤติกรรมเนือยนิ่ง หรือการนั่งๆ นอนๆ ในทุกๆ กิจกรรมที่ทำเป็นส่วนใหญ่ รวมถึงการรับประทานอาหารที่ไม่ตรงตามความต้องการของร่างกาย ส่งผลให้สุขภาพเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ เช่น ผิวแห้ง ผมร่วง นอนหลับยาก อ่อนเพลียเรื้อรัง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หรือเป็นตะคริวบ่อยกว่าปกติ ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้นานอาจกระทบต่อความแข็งแรงของระบบภูมิต้านทาน จนร่างกายเสี่ยงเจ็บป่วยได้ง่ายมากกว่าเดิม

 

วิตามินรวม

 

10 วิตามินและแร่ธาตุสำคัญที่จำเป็นต่อร่างกาย

แม้วิตามินและแร่ธาตุ จะถูกจัดให้อยู่ในหมวดของสารอาหารรอง (Micronutrient) แต่ยังคงเป็นสารอาหารจำเป็นที่ช่วยส่งเสริมการทำงานของร่างกายให้มีประสิทธิภาพได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะ 10 วิตามินและแร่ธาตุต่อไปนี้ที่ไม่ควรปล่อยให้ร่างกายต้องขาด!

1.วิตามินเอ (Vitamin A)

หนึ่งในวิตามินสารอาหารที่ช่วยเสริมภูมิต้านทานให้ร่างกาย เพิ่มประสิทธิภาพด้านการมองเห็น และการเจริญเติบโตต่างๆ เช่น กระดูก ผิวพรรณ เส้นผมไปจนถึงฟัน โดยปริมาณวิตามินเอที่เหมาะสมสำหรับผู้ชายจะอยู่ที่ 900-1,000 ไมโครกรัมต่อวัน และในผู้หญิงอยู่ที่ 700-800 ไมโครกรัมต่อวัน

2.วิตามินบี (Vitamin B)

สารอาหารจำเป็นที่แยกย่อยออกไปได้อีกกว่า 13 ชนิด แต่สามารถพบได้ในรูปแบบของวิตามินบีรวม (Vitamin B complex) ซึ่งมีความสำคัญต่อการสร้างภูมิคุ้มกัน ทั้งยังช่วยบรรเทาอาการวิตกกังวลร่วมด้วยได้ และมีส่วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมของร่างกาย โดยแต่ละวันร่างกายควรได้รับวิตามินบีแต่ละชนิดไม่เกิน 25-50 มิลลิกรัมต่อวัน

3.วิตามินซี (Vitamin C)

สารอาหารสำคัญที่เด่นดังในการดูแลผิว ช่วยชะลอความแก่และลดริ้วรอย ทั้งยังมีส่วนช่วยลดความรุนแรงของไข้หวัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นวิตามินจำเป็นแนะนำสำหรับผู้ที่มีอาการภูมิแพ้ ซึ่งในแต่ละวันร่างกายควรได้รับวิตามินซีให้ได้อย่างน้อย 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน

 

ผักผลไม้วิตามิน

 

4.วิตามินดี (Vitamin D)

หนึ่งในวิตามินที่ร่างกายสามารถสังเคราะห์ขึ้นเองได้ผ่านแสงแดดอ่อนๆ ในช่วงเช้า โดยมีหน้าที่หลักในการควบคุมกระบวนการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสเข้าสู่ร่างกาย จึงช่วยชะลอหรือป้องกันโรคเกี่ยวกับกระดูกได้ โดยในแต่ละวันร่างกายควรได้รับวิตามินดีไม่เกิน 50 ไมโครกรัม

5.วิตามินอี  (Vitamin E)

หนึ่งในสารอาหารที่ถูกนำไปใช้ทางด้านความงามเป็นส่วนใหญ่ ด้วยเพราะเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ได้เป็นอย่างดี ส่งผลดีต่อผิวพรรณ ทั้งยังช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อด้วยได้ โดยแต่ละวันควรรับวิตามินอีไม่เกิน 1,000 ไมโครกรัม

6.แคลเซียม (Calcium)

สารอาหารจำเป็นที่ร่างกายไม่สามารถผลิตขึ้นเองได้ ต้องอาศัยการดูดซึมแคลเซียมในระบบลำไส้เป็นหลัก โดยแคลเซียมจะคอยทำหน้าที่เสริมความแข็งแรงให้กระดูกและฟัน ช่วยลดโอกาสการเกิดโรคเกี่ยวกับกระดูกได้ เช่น โรคกระดูกพรุน และกระดูกบาง โดยร่างกายควรได้รับปริมาณแคลเซียมอยู่ที่ 800-1,000 มิลลิกรัมต่อวัน

7.ธาตุเหล็ก (Iron)

สารอาหารสำคัญที่ช่วยลดความรู้สึกอ่อนล้า อ่อนเพลียได้เป็นอย่างดี ทั้งยังเป็นส่วนประกอบสำคัญของเม็ดเลือดแดง จึงมีส่วนช่วยในการเสริมความแข็งแรงให้เม็ดเลือดในร่างกาย สามารถยับยั้งภาวะโลหิตจางได้ โดยแต่ละวันร่างกายควรได้รับธาตุเหล็กอยู่ที่ 10-15 มิลลิกรัมต่อวัน

8.โพแทสเซียม (Potassium)

มีบทบาทสำคัญต่อปริมาณออกซิเจนที่ถูกนำไปเลี้ยงในสมอง จึงมีผลต่อความสามารถในการจดจำและการเรียนรู้ ช่วยบรรเทาความเครียดหรือความวิตกกังวลให้ลดลงได้ ถือเป็นอีกหนึ่งสารอาหารไฮไลต์ที่ช่วยเติมความรู้สึกผ่อนคลายให้ร่างกายได้เป็นอย่างดี ในแต่ละวันร่างกายควรได้รับปริมาณโพแทสเซียมอยู่ที่ 2,000-3,000 มิลลิกรัม

9.แมกนีเซียม (Magnesium)

องค์ประกอบสำคัญที่มีอยู่ในโครงสร้างกระดูกทั่วทั้งร่างกาย มีหน้าที่สำคัญต่อการรักษาสมดุลแคลเซียมในกระดูกและในเลือด ทั้งยังมีส่วนช่วยในการเผาผลาญ เปลี่ยนไขมันและคาร์โบไฮเดรตไปเป็นพลังงานจำเป็น หากร่างกายมีปริมาณแมกนีเซียมเพียงพอ จะเป็นผลดีต่อการลดความรู้สึกเหนื่อยล้า หรืออ่อนเพลียที่เกิดจากภาวะเครียดสะสมในชีวิตประจำวัน โดยร่างกายควรได้รับแมกนีเซียมอยู่ที่ปริมาณ 300-800 มิลลิกรัมต่อวัน

10.ไอโอดีน (Iodine)

สารอาหารจำเป็นที่มีหน้าที่ควบคุมระบบประสาทและสมอง จึงเป็นสารอาหารแนะนำในคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ เพื่อช่วยพัฒนากระบวนการเรียนรู้และสมองในเด็ก ทั้งยังส่งเสริมการทำงานของหัวใจให้ทำงานได้ตามปกติ นอกจากนี้ไอโอดีนยังเป็นประโยชน์ต่อการควบคุมระบบเผาผลาญ จึงเปรียบเสมือนผู้ช่วยควบคุมน้ำหนักให้ร่างกายอีกทางหนึ่ง ควรรับปริมาณไอโอดีนให้ได้อย่างน้อยวันละ 150 ไมโครกรัมต่อวัน

 

ผักผลไม้วิตามินสูง

 

ดูแลสุขภาพให้ดีทุกวัน เสริมวิตามินและแร่ธาตุยังไงให้ได้คุณค่า ?

เพราะความเป็นจริงแล้วคนส่วนใหญ่มักได้รับวิตามินและแร่ธาตุไม่ครบทุกชนิด ยิ่งคนที่ใช้ชีวิตติดหวาน ติดอาหารรสจัด บวกกับกระบวนการทำอาหารระหว่างทางที่อาจทำให้สูญเสียสารอาหารบางอย่างไปได้ วิธีเสริมวิตามินและแร่ธาตุที่มีประสิทธิภาพจึงมักมาจาก 3 แหล่งหลักๆ คือ

  • ผักและผลไม้ เช่น ผักโขม พริกหวาน มันฝรั่ง มะละกอ สตรอว์เบอร์รี ฝรั่ง ส้ม และถั่วต่างๆ 

  • การรับประทานวิตามินและแร่ธาตุเสริม ซึ่งเป็นตัวช่วยที่ดีของผู้ที่มีเวลาดูแลตัวเองน้อย 

  • วิตามินจากธรรมชาติ โดยการออกไปรับวิตามินดีฟรีๆ ผ่านแสงแดด เป็นการเพิ่มระดับวิตามินดีให้ร่างกายที่สามารถทำได้ง่ายๆ ทุกวัน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงวัยที่อาจไม่สามารถรับวิตามินจากอาหารได้มากเหมือนแต่ก่อน รวมถึงการเดินเหยียบหญ้าในตอนเช้าก็สามารถช่วยกระตุ้นความสดชื่น กระปรี้กระเปร่า พร้อมรับอากาศบริสุทธิ์ไปในตัว 

จะเห็นว่าการดูแลสุขภาพสามารถเริ่มต้นทำได้ทุกที่ หากแต่ต้องเริ่มจากความตระหนักตลอดจนให้ความสำคัญ เพื่อป้องกัน ลดความเสี่ยงของโรคและความเจ็บป่วยไว้ก่อน รวมถึงการทำแผนประกันโรคร้ายแรงอีกหนึ่งตัวช่วยที่คุ้มครองอย่างครอบคลุมที่คุณเลือกเองได้ พร้อมรับผลตอบแทนสูงสุดและคำปรึกษาเกี่ยวกับประกันโรคร้าย ประกันที่อยู่เคียงข้างคุณตั้งแต่เริ่มต้น ตอบโจทย์ความอุ่นใจในทุกความต้องการของคุณ


 

อ้างอิงข้อมูล :

https://www.pobpad.com

https://mw-wellness.com/health/6364

https://www.motherandcare.in.th

 

 

แผนประกันแนะนำ

 

ประกันสุขภาพมิติใหม่

แผนประกัน
สุขภาพมิติใหม่

ประกันสุขภาพมิติใหม่
คุ้มครองโรคกรดไหลย้อน นิ้วล็อค และเบาหวานความดัน สามารถเลือกคุ้มครองเสริมโรคร้ายตามความเสี่ยง

ประกันสุขภาพ

แผนประกันภัย
โรคร้ายแรง

"“โรคร้าย…คุ้มครองครบ”"
”คุ้มครองสูงสุด 1.8 ล้านบาท เงินชดเชยรายได้สูงสุด 1,200 บาท/วัน

ประกันอุบัติเหตุ

แผนประกัน
อุบัติเหตุออนไลน์

"คุ้มครองคูณสาม รับกรมธรรม์ทันที"
ให้ความคุ้มครอง 3 เท่าสูงสุด 6.6 ล้านบาท พร้อมค่ารักษาสูงสุด 60,000 บาท/ครั้ง/อุบัติเหตุ