ซิกน่า
สอบถามผลิตภัณฑ์โทร 0-2099-3999
TH Thai

รู้ไว้ก่อนจะสาย อันตรายจากการวิ่งมาราธอน

รู้ไว้ก่อนจะสาย อันตรายจากการวิ่งมาราธอน

ในปัจจุบันกระแสการดูแลสุขภาพกำลังมาแรง ผู้คนหันมาออกกำลังกายมากขึ้น โดยเฉพาะการวิ่ง จะเห็นได้จากรายการวิ่งที่มีแข่งขันมากขึ้น ตั้งแต่ วิ่งมาราธอน, มินิมาราธอนหรือการวิ่งระยะสั้นอย่างฟันรัน แต่การวิ่งไม่ได้ส่งผลดีต่อร่างกายเพียงอย่างเดียว เพราะการวิ่งที่ผิดวิธีก็สามารถส่งผลเสียต่อสุขภาพได้เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะการวิ่งมาราธอนที่คร่าชีวิตนักวิ่งไปหลายคนแล้ว มาราธอนจึงเหมือนดาบสองคมที่ช่วยให้สุขภาพดี แต่ก็พร้อมทำร้ายร่างกายในคราวเดียวกัน

42.195 กิโลเมตร คือระยะทางของการวิ่งมาราธอน เป็นระยะทางที่ต้องต่อสู้ทั้งร่างกายและจิตใจ และด้วยความยากของการวิ่งมาราธอน ทำให้ใครหลายคนเลือกใช้มาราธอนเพื่อเป็นเครื่องพิสูจน์ร่างกายและจิตใจของตัวเอง แต่การจะวิ่งมาราธอนไม่ใช่ทุกคนที่สามารถทำได้ นักวิ่งที่ต้องการวิ่งมาราธอนต้องเตรียมร่างกายให้แข็งแรงและเตรียมวิธีรับมือกับความอันตรายต่อร่างกายที่จะตามมาในภายหลัง

ดังนั้น ในวันนี้มาเรียนรู้กันว่าอันตรายจากการวิ่งมาราธอนมีอะไรบ้าง แล้วถ้าอยากวิ่งมาราธอนต้องรับมือกับความอันตรายจากการวิ่งยังไง ถึงจะสามารถวิ่งมาราธอนได้อย่างสบายใจ

รู้ไว้ก่อนจะสาย อันตรายจากการวิ่งมาราธอน

อันตรายจากการวิ่งมาราธอน

ถึงแม้ว่าการวิ่งมาราธอนจะส่งผลดีต่อร่างกายแต่ความแข็งแรงก็แลกมาความเสี่ยงจากอันตรายขณะวิ่งมาราธอน ซึ่งในบางอาการสามารถส่งผลร้ายแรงต่อชีวิต โดยอันตรายที่เกิดจากการวิ่งมาราธอนมีด้วยกัน 4 เรื่องหลักดังนี้

ภาวะขาดน้ำ

ภาวะขาดน้ำเกิดจากการสูญเสียน้ำในปริมาณที่มากจนกระทบการทำงานของร่างกาย โดยในขณะที่วิ่งมาราธอนร่างกายของนักวิ่งจะเสียน้ำ(เหงื่อ) เฉลี่ยอยู่ที่ 1-6 ลิตร ซึ่งปริมาณน้ำที่สูญเสียขึ้นอยู่กับร่างกาย หากเป็นคนที่น้ำหนักเยอะจะมี

แต่ใช่ว่าผู้ที่น้ำหนักน้อยจะไม่มีความเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำเลย เพราะนอกเหนือจากน้ำหนักแล้ว วิธีการวิ่งก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะขาดน้ำเช่นเดียวกัน โดยการวิ่งทำความเร็วจะทำให้สูญเสียน้ำมากกว่าการวิ่งในจังหวะที่ช้าอย่างสม่ำเสมอ และปัจจัยสุดท้ายที่ส่งผลให้เกิดภาวะขาดน้ำคือ สภาพอากาศ หากสภาพอากาศมีอุณหภูมิที่สูงโอกาสสูญเสียเหงื่อจะมีมากกว่าวันที่อุณหภูมิต่ำ

สำหรับอาการของภาวะขาดน้ำมีดังนี้ ปากแห้ง ลิ้นแห้ง คอแห้ง ตาแห้ง ระคายเคืองตา วิงเวียนศีรษะ ปัสสาวะน้อย ปัสสาวะมีสีขุ่น โดยอาการของภาวะขาดน้ำสามารถพัฒนาไปสู่โรคลมร้อนได้

โรคลมร้อน

โรคลมร้อนเกิดจากอุณหภูมิในร่างกายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีปัจจัยมาจากความร้อนภายนอกร่างกาย อย่างสภาพอากาศเป็นตัวกระตุ้นอาการ รวมถึงระบบการควบคุมอุณหภูมิภายในร่างกายที่ผิดปกติก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรคลมร้อนขึ้นได้

สำหรับอาการของโรคลมร้อนจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล อาทิ ผิวหนังแห้ง, เป็นตะคริว, ปวดศีรษะ, อาเจียน คลื่นไส้, เป็นลมหมดสติ หรือในบางรายก็ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้จนเกิดอาการชัก เป็นต้น

ภาวะกล้ามเนื้อลายสลาย

ภาวะกล้ามเนื้อลายสลายเกิดจากการกล้ามเนื้อส่วนที่เสียหายจากการวิ่งสลายตัวจึงปล่อยสารที่อยู่ในเซลล์กล้ามเนื้อเข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งหากสารมีปริมาณมากจนเกินไปส่งผลให้มีความเสี่ยงภาวะไตวาย โดยปัจจัยที่ส่งผลให้กล้ามเนื้อลายสลายมาจากการออกกำลังที่หนักจนเกินกำลังของร่างกาย รวมถึงภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรงก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลให้กล้ามเนื้อลายสลายได้

ในส่วนของอาการภาวะกล้ามเนื้อลายสลายมีดังนี้ เริ่มจากกระหายน้ำและปัสสาวะน้อย, อ่อนเพลีย มีไข้, ชัก หมดสติ, คลื่นไส้อาเจียน, ปวดตามข้อต่างๆ เป็นต้น

ภาวะหัวใจขาดเลือด

ภาวะหัวใจขาดเลือดเกิดจากหลอดเลือดไปเลี้ยงหัวใจตีบ ทำให้เลือดไม่สามารถเข้าไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ โดยภาวะหัวใจขาดเลือดที่เกิดในการวิ่งมาราธอนนั้นมาจาก ในขณะวิ่งหัวใจจะสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อจำนวนมาก แต่หลังจากวิ่งมาราธอนเสร็จสิ้น หากผู้วิ่งหยุดวิ่งในทันทีกล้ามเนื้อจะหยุดใช้งาน ระบบการสูบฉีดเลือดจะเปลี่ยน เลือดจึงตกค้างในกล้ามเนื้อในปริมาณมาก ส่งผลให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงได้ทัน จึงเกิดภาวะหัวใจขาดเลือด

ในส่วนของอาการภาวะหัวใจหัวใจขาดเลือด มีดังนี้ เจ็บแน่นหน้าอกและลิ่นปี่, เวียนศีรษะ หน้ามืดจะเป็นลม, เหงื่อแตก ใจสั่น ซึ่งภาวะหัวใจขาดเลือดเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้นักวิ่งหลายคนต้องจบชีวิตในงานวิ่งมาราธอน

รู้ไว้ก่อนจะสาย อันตรายจากการวิ่งมาราธอน

การเตรียมตัวก่อนไปวิ่งมาราธอน

สำหรับใครที่ไม่มีพื้นฐานการออกกำลังกายมาก่อนแล้วอยากลองวิ่งมาราธอน ต้องเริ่มจากการเตรียมร่างกายให้พร้อมด้วยการซ้อมวิ่งก่อน โดยมือใหม่หัดวิ่งควรเริ่มต้นจากการวิ่งเบาๆ อย่างการวิ่งสลับเดิน ใช้เวลาสั้นๆ 30 นาทีต่อวัน วิ่งประมาณ 3-5 ครั้ง ต่อสัปดาห์ การซ้อมวิ่งเบาๆ จะทำให้ร่างกายคุ้นชินกับการใช้พลังงานมากขึ้น หลังจากนั้นจึงค่อยๆพัฒนาการซ้อมให้จริงจังมากขึ้น

ในส่วนของคนที่มีพื้นฐานการวิ่งอยู่แล้ว วิธีการซ้อมก็จะแตกต่างกัน โดยให้มุ่งเน้นไปที่การควบคุมจังหวะมากขึ้น ฝึกใช้กล้ามเนื้อให้หนักขึ้น เพื่อเตรียมรับมือกับระยะอันยาวไกลของการวิ่งมาราธอน โดยการซ้อมเพื่อวิ่งมาราธอนจะเฉลี่ยระยะทางอยู่ดี 20 กิโลเมตร ซ้อมอย่างน้อย 4-6 เดือนก่อนลงสนามจริง แต่การซ้อมวิ่งระยะไกลอย่างนี้ไม่ควรซ้อมถี่จนเกินไป เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อล้าและอาจจะเกิดอาการบาดเจ็บได้เมื่อลงแข่งขันจริง

นอกเหนือจากการเตรียมร่างกายให้พร้อมด้วยการซ้อมวิ่งแล้ว การเตรียมตัวก่อนวิ่งมาราธอนอีกหนึ่งอย่างที่สำคัญคือ การตรวจร่างกาย โดยในการตรวจจะมุ่งเน้นไปที่การประเมินความเสี่ยงการเกิดอันตรายในขณะวิ่งมาราธอน เช่น ประเมินอัตราการใช้ออกซิเจน, ตรวจสอบอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อ รวมถึงโรคที่มีความเสี่ยงในการเกิดอันตรายจากการวิ่งมาราธอน อย่างเช่น โรคหัวใจ, ความดันโลหิตสูง, หอบหืด เป็นต้น

รู้ไว้ก่อนจะสาย อันตรายจากการวิ่งมาราธอน

เคล็ดลับลดอันตรายระหว่างวิ่งมาราธอน

  • ไม่ควรเร่งความเร็วจนเกินไป เพราะความเร็วทำให้สูญเสียเหงื่อมาก ทำให้มีโอกาสเกิดภาวะขาดน้ำได้ รวมถึงอย่าวิ่งจนฝืนพละกำลังของร่างกาย เพราะอาจทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อลายสลายได้
  • พยายามสังเกตตัวเองขณะวิ่ง เช่น มีอาการเจ็บแน่นหน้าอกหรือไม่ เวียนศีรษะหรือไม่ ถ้าในขณะวิ่ง พบอาการเหล่านี้ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่โดยด่วน เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดภาวะหัวใจขาดเลือด
  • อย่าดื่มน้ำในปริมาณที่มากเกินไป เพราะการดื่มน้ำมากเกินไป ทำให้เกิดภาวะเกลือแร่ต่ำโซเดียมในร่างกายจะลดลง มีโอกาสทำให้เกิดภาวะสมองบวมได้ โดยทางแก้ไขที่ดีคือควรดื่มเปล่าสลับกับน้ำเกลือแร่ เพื่อปรับสมดุลในร่างกาย และไม่ควรดื่มน้ำถี่เกินไป โดยความถี่ในการดื่มน้ำที่เหมาะสมอยู่ที่ 20 นาทีต่อแก้ว
  • หากระหว่างการวิ่งรู้สึกว่าร่างกายร้อนแต่เหงื่อไม่ออก ให้ชะลอความเร็วลงจากนั้นใช้น้ำดื่มราดตัวเพื่อลดอุณหภูมิของร่างกายลง เพื่อป้องกันความเสี่ยงการเกิดโรคลมร้อน
  • หากเข้าร่วมงานวิ่งมาราธอนที่การบริการน้ำดื่มไม่เพียงพอประกอบกับสภาพอากาศที่ร้อนจัด แนะนำให้หลีกเลี่ยงการวิ่งเพื่อป้องกันอันตรายจากภาวะขาดน้ำ
  • ● หากหลังจากวิ่งร่างกายเกิดรู้สึกอ่อนเพลีย กล้ามเนื้อไม่มีแรง ปัสสาวะน้อย มีสีขุ่นคล้ำ ควรรีบพบแพทย์เพราะมีความเสี่ยงโรคกล้ามเนื้อลายสลาย

สรุป

การวิ่งมาราธอน ถึงแม้ว่าจะทำให้ร่างกายแข็งแรง แต่ถ้าหากไม่วิ่งอย่างไม่ระมัดระวัง ร่างกายที่แข็งแรงก็สามารถเปลี่ยนมาเป็นอ่อนแอได้ทันที ซึ่งการบาดเจ็บจากการวิ่งมาราธอน ไม่ใช่อุบัติเหตุแต่เป็นสิ่งที่นักวิ่งควบคุมได้ เพราะอุบัติเหตุมาโดยไม่ทันได้เตรียมใจ แต่การวิ่งมาราธอนจะมีสัญญาณอันตรายเตือนก่อนได้รับบาดเจ็บ ดังนั้นนอกจากจะเตรียมตัวให้พร้อมแล้ว อย่าลืมสังเกตตัวเองขณะวิ่ง เพื่อลดความเสี่ยงอาการบาดเจ็บ และทำให้มาราธอนกลายเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพไม่ใช่สิ่งที่ทำร้ายร่างกายนักวิ่ง

แผนประกันแนะนำ

ประกันการเดินทาง

แผนประกัน
การเดินทาง

"ซิกน่าประกันการเดินทางต่างประเทศ"
วางแผนเดินทางเลือกซิกน่าไปเป็นเพื่อน เดินทางใกล้หรือไกลอุ่นใจได้

ประกันอุบัติเหตุ

แผนประกัน
อุบัติเหตุออนไลน์

"คุ้มครองคูณสาม รับกรมธรรม์ทันที"
ให้ความคุ้มครอง 3 เท่าสูงสุด 6.6 ล้านบาท พร้อมค่ารักษาสูงสุด 60,000 บาท/ครั้ง/อุบัติเหตุ

ประกันสุขภาพ

แผนประกันภัย
โรคร้ายแรง

"“โรคร้าย…คุ้มครองครบ”"
”คุ้มครองสูงสุด 1.8 ล้านบาท เงินชดเชยรายได้สูงสุด 1,200 บาท/วัน