ซิกน่า
สอบถามผลิตภัณฑ์โทร 0-2099-3999
TH Thai

ภาวะหมดไฟ

รู้จักและเข้าใจ ภาวะหมดไฟในการทำงาน (Burnout Syndrome) 

    ภาวะหมดไฟ หรืออาการหมดไฟในการทำงาน ถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาทางสุขภาพจิตที่เพิ่มสูงขึ้นของคนไทย โดยผลสำรวจสุขภาพจิตของประชาชนครั้งที่ 6 ในช่วงการระบาดของโรค COVID-19 (พฤษภาคม 2563) แบ่งออกเป็นความเครียด (จาก 2.7% เป็น 4.2%) ภาวะซึมเศร้า (จาก 0.9% เป็น 1.6%) และภาวะหมดไฟ (จาก 3.3% เป็น 3.6%) โดยเฉพาะภาวะหมดไฟในด้านการมองความสามารถการทำงานที่ลดลง และด้านความสัมพันธ์ในที่ทำงานทางลบ มีความระแวงง่าย ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้นานสามารถพัฒนาไปสู่ภาวะซึมเศร้าต่อไปได้

Burnout

 

4 ข้อ(ต้อง)เข้าใจ ภาวะหมดไฟในการทำงาน (Burnout Syndrome) 

    ความรู้สึกหมดไฟในการทำงาน เป็นผลเรื้อรังที่เกิดจากความเครียดสะสม ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องพบเจออยู่ทุกวัน เช่น  รถติด ความหิว การผิดนัด ความผิดหวัง หมุนเงินไม่ทัน คิดงานไม่ออก หรือขายของไม่ได้ ล้วนเป็นสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดความเครียดขึ้นได้ตลอดเวลา ขึ้นอยู่ที่ว่า... อะไรมีผลต่อสภาพจิตใจเรามากที่สุด ภาวะหมดไฟ หรือ Burnout Syndrome ยังมีอีกหลายสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจ ดังนี้

  • ภาวะหมดไฟแตกต่างกับความเครียด จริงอยู่ที่ภาวะหมดไฟมีเหตุเริ่มต้นเพราะความเครียด แต่กว่าจะตกผลึกเป็นความรู้สึกหมดไฟในการทำงานได้ ยังต้องอาศัยความกดดันจากสภาพแวดล้อมในด้านต่างๆ จนทำให้รู้สึกเริ่มรับมือไม่ไหว และหมดใจที่จะทำอะไรต่อ ต่างกับความเครียดที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ไม่นานก็หายไป

  • ภาวะหมดไฟต้องรีบรักษา องค์การอนามัยโลกพิจารณาให้ภาวะหมดไฟ (Burnout) เป็นสภาวะที่ต้องได้รับการรักษาในทางการแพทย์เป็นครั้งแรกในคู่มือวินิจฉัยและจัดประเภทของโรคระหว่างประเทศ โดยนิยามลักษณะอาการว่าเป็นบริบทของความเมื่อยล้าหมดไฟ ซึ่งเป็นผลจากความเครียดในการทำงานที่ไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งเป็นภาวะเสี่ยงที่จะนำไปสู่โรคซึมเศร้าต่อไปได้

  • ภาวะหมดไฟไม่ใช่โรค แม้เราจะเข้าใจว่าภาวะหมดไฟในการทำงาน คือหนึ่งในอาการที่สร้างความผิดปกติให้กับระบบความคิด แต่ภาวะหมดไฟยังไม่ได้ถูกจัดให้เป็นโรค (Not a medical diagnosis) เนื่องจากยังเป็นภาวะที่พบได้ในกลุ่มคนทำงาน หรือผู้ที่ประกอบอาชีพ และเป็นภาวะผิดปกติที่เกิดจากการทำงานเท่านั้น ไม่มีความเกี่ยวข้องกับสาเหตุอื่น เช่น ครอบครัว คนรัก หรือปัญหาส่วนตัว

  • ภาวะหมดไฟไม่ใช่เรื่องใหม่ ความรู้สึกหมดไฟจากการทำงานเป็นปัญหาที่เริ่มมีการศึกษา และวิจัยต่อเนื่องกว่าหลายสิบปีแล้ว แต่ด้วยการสื่อสารที่รวดเร็ว เข้าถึงง่าย และความสนใจจากสื่อในปัจจุบัน ร่วมกับอาการหมดไฟของคนยุคนี้ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จึงทำให้ Burnout Syndrome ได้กลายเป็นคำที่ทุกคนเข้าใจได้ และให้ความสนใจกันมากขึ้น

 

ขี้เกียจทำงาน

ขาดสมดุลชีวิตและการทำงาน (Work-Life Balance) สัญญาณภาวะหมดไฟ ! 

    หากเปรียบความเครียดเป็น ‘น้ำมัน’ การบริหารจัดการคงถูกนับให้เป็น ‘ไฟ’ เพราะหากเรามีการบริหารความคิดที่ดี จัดการกับความรู้สึกที่กำลังเกิดขึ้นได้ ไม่นานความเครียดก็จะหายไป และความรู้สึกหมดไฟก็จะไม่มีวันทำอะไรเราได้เลย สำหรับใครที่กำลังรู้สึกเบื่อๆ ท้อๆ เหมือนต้องใช้พลังในการทำงานมากกว่าปกติ ลองเช็กลิสต์ 3 สัญญาณเตือนเหล่านี้ ถ้าคำตอบคือใช่นั่นแปลว่าคุณกำลังเผชิญหน้ากับภาวะหมดไฟ !

  • ร่างกายแสดงอาการบางอย่าง เช่น ปวดหัว ปวดเมื่อยตามร่างกาย รู้สึกเหนื่อยล้า หมดแรง อ่อนเพลีย และนอนหลับยาก รวมถึงรู้สึกเจ็บป่วยง่ายกว่าแต่ก่อน เนื่องจากภูมิคุ้มกันของร่างกายลดต่ำลง 

  • อารมณ์แปรปรวนง่าย เพราะความวิตกกังวลที่มีอยู่มากจนทำให้ขาดสมาธิในการทำงาน ไม่มีแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และหงุดหงิดง่าย จนส่งผลต่อทัศนคติในการทำงานและเพื่อนร่วมงาน

  • พลังชีวิตขาดหาย นอกจากจะหมดไฟจากการทำงานแล้ว พลังด้านลบยังกระทบต่อการใช้ชีวิตปกติร่วมด้วย ซึ่งมักเกิดจากการแบ่งเวลางานกับเวลาส่วนตัวออกจากกันไม่ได้ หรือที่เราเรียกกันบ่อยๆ ว่าขาด Work-Life Balance นานเข้าจนรู้สึกว่าชีวิตมีแต่ความล้มเหลว เริ่มมีการขาดงาน ขาดความรับผิดชอบ คิดที่จะลาออก หรือลดบทบาทตัวเองลง ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้นานและไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ สุดท้ายอาจพัฒนาไปสู่ภาวะซึมเศร้าได้ในที่สุด

worklifebalance

 

รับมือ(ก่อน)หมดไฟในการทำงาน สร้างภูมิคุ้มกันให้จิตใจได้ไปต่อ ! 

    อ่านมาจนถึงตรงนี้ เราจะเห็นว่าความเครียดไม่เคยสร้างผลดีที่เป็นประโยชน์ใดๆ ต่อร่างกาย เพราะความเครียดสะสมไม่ได้มีผลแค่ Burnout Syndrome เท่านั้น แต่ยังเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดโรคเรื้อรัง หรือภาวะต่างๆ ได้ง่ายโดยที่แม้แต่เราเองก็ไม่รู้ตัว เช่น ความดันโลหิตสูง นอนไม่หลับ โรคกระเพาะ โรคอ้วน หรืออาการมึนงง สับสน เพราะขาดสมาธิจนไม่สามารถแก้ปัญหาที่ถาโถมเข้ามาพร้อมแรงกดดันต่างๆ ได้ด้วยตนเอง วิธีรับมือที่ดีที่สุดคือ ‘การรู้ทันความเครียด’ เข้าใจว่าปัญหานั้นๆ มีความเร่งด่วนแค่ไหน ต้องแก้ไขอย่างไร และต้องขอความร่วมมือจากใครบ้าง ? เพราะขึ้นชื่อว่าสังคมในการทำงาน ยังจำเป็นต้องอาศัยไอเดียจากเพื่อนร่วมงานเข้ามามีบทบาทด้วย 

 

    เมื่อเรารู้ทันความเครียด และสามารถจัดการกับความคิดของตัวเองได้ ภาวะหมดไฟ (Burnout Syndrome) ก็ไม่ใช่เรื่องใกล้ตัวเลย แต่ด้วยเพราะสถานการณ์ในปัจจุบันที่อาจทำให้ใครหลายคนรับมือกับอุปสรรคทางความคิดได้ไม่เต็มที่ เราก็มีตัวช่วยเพื่อสุขภาพดีๆ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคุณ กับแผนการทำประกันสุขภาพมิติใหม่ ประกันสุขภาพคุ้มครองกลุ่มโรคออฟฟิศซินโดรม คุ้มครองโรคอันตรายที่อาจเกิดได้จากความเจ็บป่วยจากการทำงาน 

 

Ref : https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/885500

 

แผนประกันแนะนำ

 

ประกันสุขภาพมิติใหม่

แผนประกัน
สุขภาพมิติใหม่

ประกันสุขภาพมิติใหม่
คุ้มครองโรคกรดไหลย้อน นิ้วล็อค และเบาหวานความดัน สามารถเลือกคุ้มครองเสริมโรคร้ายตามความเสี่ยง

ประกันสุขภาพ

แผนประกันภัย
โรคร้ายแรง

"“โรคร้าย…คุ้มครองครบ”"
”คุ้มครองสูงสุด 1.8 ล้านบาท เงินชดเชยรายได้สูงสุด 1,200 บาท/วัน

ประกันอุบัติเหตุ

แผนประกัน
อุบัติเหตุออนไลน์

"คุ้มครองคูณสาม รับกรมธรรม์ทันที"
ให้ความคุ้มครอง 3 เท่าสูงสุด 6.6 ล้านบาท พร้อมค่ารักษาสูงสุด 60,000 บาท/ครั้ง/อุบัติเหตุ